เศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่ารายได้ของ MSME ไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เป็นหนึ่งตัวแปรสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ดังนั้น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) หนึ่งในองค์กรที่มุ่งมุั่นพัฒนา ส่งเสริม สนับสนุน ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ MSME ให้เข้าถึงการสนับสนุนด้านการพัฒนาธุรกิจรูปแบบใหม่ได้เต็มที่ พร้อมเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการให้สูงขึ้น ผ่านโครงการ BDS “SME ปัง ตังได้คืน”

โดยในปี 2566 สสว. เดินหน้าสนับสนุน MSME สานต่อความสำเร็จจากโครงการ BDS “SME ปัง ตังได้คืน” โดยจัดแคมเปญ “จ่ายหนึ่งหมื่น คืนเก้าพัน” ให้ MSME ทุกขนาด ในสัดส่วน 90% วงเงินไม่เกิน 10,000 บาท สำหรับ MSME 5,000 รายแรก ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2566

นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการ สสว. เปิดเผยว่า สสว. มีพันธกิจในการบูรณาการและผลักดันการส่งเสริม MSME ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ MSME สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล สอดคล้องกับแนวทางการส่งเสริม MSME ของรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ MSME ในมิติต่างๆ

โดยแคมเปญจ่ายหนึ่งหมื่น คืนเก้าพัน ของ สสว. ถือเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญกับสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และสมาคมสำนักงานบัญชีไทย เพื่อให้ MSME ทุกขนาด ที่เป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาซึ่งจดทะเบียนทำธุรกิจกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งวิสาหกิจรายย่อย (Micro) ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี วิสาหกิจขนาดย่อม (Small) ภาคการผลิตที่มีรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาท/ปี และภาคอื่นๆ ไม่เกิน 50 ล้านบาท/ปี และวิสาหกิจขนาดกลาง (ME) ภาคการผลิตที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท/ปี และภาคอื่นๆ ไม่เกิน 300 ล้านบาท/ปี จะได้รับการอุดหนุนที่สัดส่วน 90% แต่ไม่เกิน 10,000 บาท

ทั้งนี้ เดิมโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS ให้การอุดหนุนวิสาหกิจรายย่อย (Micro) ที่เป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา ซึ่งจดทะเบียนทำธุรกิจกับหน่วยงานภาครัฐที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ที่สัดส่วน 80% แต่ไม่เกิน 50,000 บาท

ขณะที่วิสาหกิจขนาดย่อม (Small) ภาคการผลิต ที่มีรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาท/ปี และภาคอื่นๆ ไม่เกิน 50 ล้านบาท/ปี ได้รับการอุดหนุนที่สัดส่วน 80% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนวิสาหกิจขนาดกลาง (ME) ซึ่งเป็นนิติบุคคล ภาคการผลิตที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท/ปี และภาคอื่นๆ ไม่เกิน 300 ล้านบาท/ปี ได้รับการอุดหนุนที่สัดส่วน 50% แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ทั้งนี้ การกำหนดกลุ่ม MSME จะพิจารณาข้อมูลรายได้ล่าสุดจากการตรวจสอบของ สสว. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือกรมสรรพากร

“ด้วยเจตนารมณ์ของ สสว. ที่มุ่งมั่นให้ผู้ประกอบการ MSME ไทย สามารถเติบโตท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน จึงจัดแคมเปญจ่ายหนึ่งหมื่น คืนเก้าพัน ภายใต้โครงการ BDS โดยอยู่กลุ่มบริการด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น Cloud, AI, ERP, POS และบริการด้านบัญชีการเงิน เช่น ระบบบัญชี หรือการจัดทำบัญชี และสิทธิ์ที่ได้จะเป็นสิทธิ์ที่เพิ่มเติมอีก 1 ครั้ง จากปีละ 2 ครั้ง/ราย/ปีงบประมาณ และรวมวงเงินสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท/ราย”

ด้าน ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร เลขาธิการสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ในฐานะองค์กรที่รวบรวมกลุ่มผู้ประกอบการในทุกรูปแบบ เล็งเห็นข้อจำกัดของผู้ประกอบการที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี ดังนั้น โจทย์ที่ได้รับจาก สสว. คือต้องทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและซอฟต์แวร์ต่างๆ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการธุรกิจ

ดังนั้น สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยจึงจับมือกับพันธมิตรสมาคมต่างๆ ดำเนินการแคมเปญจ่ายหนึ่งหมื่น คืนเก้าพัน เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งเครื่องมือช่วยบริหารจัดการธุรกิจ ประหยัดเวลาในการบริหารจัดการตนเอง ลดต้นทุน รวมถึงทำให้มูลค่าการขายมีประสิทธิภาพ

“ขณะนี้มีการขึ้นทะเบียนบริการทั้งหมดกว่า 22 บริการ จาก 12 บริษัท แบ่งออกเป็นกลุ่มบริการด้านบัญชี กลุ่มบริการงานบุคคล กลุ่มบริการและบริหารจัดการหน้าร้าน กลุ่มบริการงานสนับสนุนการขายการตลาด กลุ่มบริการงานขนส่ง และกลุ่มบริการงานอื่นๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถเลือกได้ตามประเภท พื้นที่และขนาดของธุรกิจ ที่สำคัญคือสามารถเข้าถึงซอฟต์แวร์ที่ สสว. ช่วยสนับสนุนได้อย่างเต็มที่”

ทั้งนี้ จากข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจที่ต้องชำระค่าบริการก่อน อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการแบกรับภาระมากเกินไป ดังนั้น สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยร่วมกับพันธมิตรผู้ให้บริการดำเนินแคมเปญ โดยสมาพันธ์ฯ รับโอนสิทธิ์ชำระค่าใช้จ่าย โดยผู้ประกอบการจ่ายเพียง 1,000 บาท หากเกิน 10,000 บาท สามารถชำระค่าส่วนต่างได้ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีความคล่องตัวในการบริหาร และจ่ายให้น้อยที่สุด

ขณะเดียวกัน นางอัญชลี มณีท่าโพธิ์ นายกสมาคมสำนักงานบัญชีไทย เปิดเผยว่า สำหรับแคมเปญจ่ายหนึ่งหมื่น คืนเก้าพัน ทางสมาคมฯ ได้ให้บริการ 3 แพ็กเกจ ประกอบด้วย แพ็กเกจผู้ประกอบการ โดยจ่ายเพียง 200-800 บาท สำหรับ ภงด.94 โดยทางสมาคมฯ จะดำเนินการและจัดซื้อให้ รวมถึงแพ็กเกจนิติบุคคล จ่ายเพียง 400-1,000 บาท เนื่องจากมีระบบบัญชีเข้ามาเกี่ยวข้อง และต้องยื่นภายในเดือนสิงหาคมของแต่ละปี

อีกหนึ่งแพ็กเกจ คือ ที่ปรึกษาในการวางแผนระบบในภาคส่วนของผู้ประกอบการ ซึ่งจะสนับสนุนในส่วนของเทคโนโลยีผ่านโปรแกรมบัญชีโดยเฉพาะ ทางสมาคมฯ จะเข้าไปวางระบบภายในหนึ่งเดือนหลังจากมีการเปิดตัวสินค้าหรือบริการ โดยผู้ประกอบการจะได้ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายเบื้องต้น เป็นต้น

“ในส่วนของซอฟต์แวร์ ผู้ประกอบการจะได้รับประโยชน์สูงสุด โดยจ่ายเพียง 10,000 บาท ก็จะได้กลับคืนมา 9,000 บาท ซึ่งทั้ง 3 แพ็กเกจที่ทางสมาคมสำนักงานบัญชีไทยเสนอมาสำหรับแคมเปญนี้ เรียกได้ว่าตอบโจทย์ผู้ประกอบการทั้งภาคบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล” นางอัญชลี กล่าวปิดท้าย

จากทั้งหมดที่กล่าวมา แคมเปญ “จ่ายหนึ่งหมื่น คืนเก้าพัน” ภายใต้โครงการ BDS ทำหน้าที่เสมือนสื่อกลางเพื่อให้ผู้ประกอบการ MSME สามารถเลือกรับการบริการหรือรับการพัฒนากับหน่วยงานผู้ให้บริการทางธุรกิจในด้านต่างๆ ที่ตรงกับความต้องการของธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการสร้างมูลค่าเพิ่มกับสินค้าและบริการ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ มีความพร้อมด้านมาตรฐาน เพิ่มยอดขายเเละขยายตลาดให้ธุรกิจเติบโต

ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถลงทะเบียนเข้ารับบริการผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ bds.sme.go.th รวมถึงติดตามข่าวสารและสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.sme.go.th


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน