คอนโดมิเนียมเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่มีรูปแบบของความทันสมัยและความสวยงามอยู่หลากหลายสไตล์ ทั้งสไตล์ที่ทันสมัย (Modern) สไตล์หรูหรา (Luxury) สไตล์เรียบง่าย (Minimal) สไตล์วินเทจ (Vintage) และสไตล์อื่น ๆ อีกมากมาย ที่จะเห็นได้จากภาพตัวอย่างของโครงการขายคอนโด ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนต้องอาศัยเทคนิคการตกแต่งห้อง ซึ่งต้องมีเทคนิคการคุมโทนเข้ามาช่วยเพื่อให้ห้องน่าอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น
สำหรับใครที่ไม่สามารถเลือกสไตล์ห้องในคอนโดเองได้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม คุณก็สามารถเปลี่ยนห้องที่ไม่ใช่ตัวคุณให้เป็นในแบบที่คุณต้องการเองได้โดยที่ไม่ต้องจ้างนักออกแบบภายในให้เสียค่าใช้จ่ายแพง ๆ เลย แต่ก่อนที่จะลงมือแต่งห้องด้วยตัวเอง คุณต้องรู้เทคนิคเหล่านี้เสียก่อน เพื่อที่จะไม่ทำให้โทนของห้องหลุดธีม และเสียเงินไปอย่างเปล่าประโยชน์
แนวทางในการตกแต่งคอนโดแบบคุมโทน
บ้านจะสวยได้ต้องผ่านการดูแลรักษา คอนโดก็เช่นกัน หากต้องการให้ห้องสวยงามน่าอยู่ก็ต้องรู้จักตกแต่งห้องภายในให้เป็น ซึ่งต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิคการแต่งห้องและการคุมโทน เพื่อให้สีของวัตถุต่าง ๆ ภายในห้องเป็นไปในทางเดียวกันและให้ห้องที่อยู่มีความสวยงามและความสมูท รวมถึงยังเป็นการสร้างเสน่ห์และบรรยากาศให้กับผู้อาศัยด้วย
นอกจากนี้การตกแต่งห้องยังส่งผลที่ต่อสุขภาพจิตใจของผู้อยู่อาศัยในเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกต่าง ๆ เช่น การจัดวางสิ่งของ การเลือกใช้สิ่งของ และโดยเฉพาะการเลือกใช้สีให้เข้ากัน ซึ่งการตกแต่งห้องในคอนโดแบบคุมโทนด้วยตัวเองต้องคำนึงถึงข้อสำคัญเหล่านี้ด้วย ได้แก่ ความสวยงาม ความเหมาะสม ความประหยัด และประโยชน์ใช้สอย
ดังนั้นผู้ที่ต้องการตกแต่งห้องด้วยตัวเองต้องกำหนดลักษณะรูปแบบที่ต้องการ ซึ่งอาจหาจากภาพห้องตัวอย่างมาเป็นแบบเพื่อเป็นการควบคุมไม่ให้การตกแต่งนั้นหลุดกรอบที่ได้ตั้งไว้
ทำความเข้าใจกับสไตล์ของคุณ

หากผู้ที่อยู่คอนโดต้องการตกแต่งห้อง แต่ยังไม่รู้จะต้องเริ่มที่อะไรก่อน เราขอแนะนำให้ทำความเข้าใจกับสไตล์ของตัวคุณเองก่อนว่าเป็นแบบไหนอย่างไรซึ่งอาจดูคร่าว ๆ เช่น สีหรือรูปแบบของเสื้อผ้าการแต่งตัว แนวเพลง แนวศิลปะ และลักษณะสถานที่ที่ชอบเป็นต้น เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถบ่งบอกความเป็นตัวตนของคุณและจะแสดงให้เห็นว่าสไตล์ที่คุณชอบมีลักษณ์ส่วนใหญ่เป็นอย่างไร จะตรงกับสไตล์ในการแต่งห้องเหล่านี้หรือไม่
หรูหรา (Luxury)
สไตล์ที่เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบความหรูหราหรือความโดดเด่นที่ชัดเจนแบบเหนือระดับ เช่น เพชร ทอง หรือสิ่งของที่เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ใช่ใคร ๆ ก็สามารถมีได้ ที่เห็นได้ชัดคือเป็นการตกแต่งแบบภายในพระราชวัง
คอตเทจ (Cottage)
สไตล์ที่มาจากบ้านในพื้นที่ชนบทของชาวยุโรปที่นำรูปแบบการตกแต่งบ้านในยุคเก่ามาปรับใช้ให้กับบ้านในยุคใหม่ โดยจะเน้นความเป็นธรรมชาติเรียบง่ายแต่ให้กลิ่นอายความหรูหราแบบอบอุ่น เหมาะกับคนสายธรรมชาติ
โมเดิร์น (Modern)
สไตล์นี้โดดเด่นตรงที่มีความทันสมัยและเรียบง่าย จะตกแต่งด้วยรูปแบบที่ตรงไปตรงมาไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อนมีจะลูกเล่นด้านศิลปะไม่มากหนักแต่จะไปเน้นตรงความเรียบง่ายสบาย ๆ เหมาะกับคนที่ชอบความทันสมัยและความเท่อย่างมีระดับ
วินเทจ (Vintage)
สไตล์ที่เหมาะกับคนที่ชอบความขลัง ความเก่าที่ในอดีตเคยเป็นสิ่งใหม่ คนที่ชอบในพื้นที่ที่บ่งบอกถึงเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงเวลานั้น ซึ่งจะเป็นสไตล์ที่ให้ความรู้สึกหวนกลับไปอยู่ในช่วงเวลาเดิม โดยที่ย้อนกลับไปมากกว่า 20 ปี แต่ไม่เกิน 100 ปี และจะเป็นห้องที่ให้อารมณ์ของความคลาสสิกที่เป็นความเก่าแต่ไม่สกปรก
มินิมอล (Minimal)
เป็นสไตล์ที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบันนี้ ซึ่งสไตล์นี้จะเหมาะกับคนที่ชอบความเรียบง่ายมาก ๆ เพราะห้องสไตล์นี้จะเอาแต่ความจำเป็นเข้ามาเท่านั้นและตัดสิ่งของไม่จำเป็นออกไปเกือบหมดที่จะบอกถึงการเป็นอยู่ตามความจริงอย่างตรงไม่ตรงมาโดยจะเน้นฟังก์ชั่นและประโยชน์การใช้งานมากกว่า ซึ่งจะเห็นได้ชัดในวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่น
ลอฟท์ (Loft/industrial Style)
เป็นสไตล์ที่เหมาะกับคนที่ชื่นชอบความเท่ ดิบ อาร์ต เพราะมีต้นกำเนิดมาจากโรงงานหรือโกดังในอดีตที่ไม่มีรูปแบบโครงสร้างดิบ ๆ ไม่ซับซ้อนหรือมีดีเทลเยอะแยะที่จะให้ความรู้สึกอิสระ
นอกจากนี้คุณยังสามารถเอาสไตล์ต่าง ๆ มาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว เช่น Modern Loft และ Modern Luxury สำหรับที่ที่มีสไตล์ความชอบหลายแนว ก็สามารถนำมาปรับใช้ในการแต่งห้องของตัวเองในแบบที่ตัวเองต้องการได้ ซึ่งที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงแค่สไตล์หลัก ๆ เท่านั้นที่จะบอกได้ชัดเจนและตรงตัวมากที่สุดและเห็นได้ง่ายจากบ้านที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน
การใช้สีในการตกแต่ง

เมื่อคุณรู้จักสไตล์ของตัวเองแล้วว่าเป็นอย่างไร ต่อไปก็ต้องมาเลือกใช้สีในการตกแต่งห้องกันบ้าง เพราะสีมีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องให้ความสำคัญ สีนี่แหละที่จะทำให้ห้องของคุณมีเสน่ห์และน่าดึงดูด การจับคู่สีที่ลงตัวจะช่วยให้พื้นที่ดูสวยงามและสมดุล เนื่องจากสีสันของสีจะแสดงถึงความรู้สึกของห้องได้เป็นอย่างดีและจะมีผลต่ออารมณ์จิตใจของผู้อยู่อาศัย สีจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญหลัก ๆ ที่จะทำให้ห้องออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ โดยสีแต่ละสีจะให้อารมณ์ที่ไม่เหมือนกัน การเลือกสีที่ถูกต้องสามารถสร้างบรรยากาศที่ต้องการได้อย่างลงตัว เช่น
- สีแดง สีที่จะทำให้วัตถุมีความโดดเด่นและส่งผลต่อความรู้สึกโกรธ ความตึงเครียดและความกล้าหาญ
- สีน้ำเงิน/สีฟ้า สีที่จะความสงบเยือกเย็น ช่วยให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสงบ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และอิสระเหมาะกับเป็นสีที่ของห้องทำงาน
- สีเขียว สีที่ทำให้รู้สึกสดชื่น คลายความตึงเครียด และช่วยให้จิตใจสงบ เป็นสีที่สื่อถึงทำธรรมชาติ เหมาะกับห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น
- สีเหลือง สีที่ให้ความรื่นเริงเบิกบานใจ ความสดใส และการตื่นตัว เป็นสีช่วยเรื่องความจำ ความคิดวิเคราะห์ ซึ่งไม่เหมาะนำมาใช้เป็นห้องนอน เพราะจะทำให้นอนหลับไม่สบาย
- สีส้ม สีที่ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา ความสดชื่นและความสนุก เป็นสีที่ทำให้เจริญอาหารและกระตุ้นการทำงานของจิตใจ เหมาะใช้กับห้องครัวหรือห้องนอน
- สีม่วง สีที่ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ความอ่อนไหว และความโรแมนติก แต่ต้องระวังด้วยเพราะสียังให้ความโศกเศร้า เหมาะกับใช้ในห้องนอน
- สีชมพู สีที่บอกถึงความหวาน นุ่มนวลและอ่อนโยน เป็นสีช่วยกระตุ้นความรัก ความเสน่หา ทำให้รู้สึกสดชื่น เหมาะกับห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือ ห้องเด็ก
- สีน้ำตาล สีที่ช่วยสร้างบรรยากาศความอบอุ่น ความผ่อนคลายและสามารถเข้าได้กับทุกสี เป็นอีกสีหนึ่งที่สื่อถึงความเป็นธรรมชาติ พบเห็นบ่อยในห้องแบบคอตเทจ (Cottage) เหมาะกับ ห้องนอน ห้องนั่งเล่น และห้องหนังสือ
- สีขาว สีที่บ่งบอกถึงความสะอาดบริสุทธ์ ความสงบสุขและสันติภาพ สีที่จะช่วยให้ความรู้สึกปลอดภัย ความเมตตา และพลังงานบวก เป็นสีที่จะช่วยทำให้พื้นที่กว้างขึ้น พบเห็นบ่อยในห้องแบบมินิมอล แต่ต้องระวังการใช้สีขาวเพราะอาจทำให้ห้องดูไม่มีชีวิตชีวา เป็นสีที่เหมาะใช้กับทุกห้อง
- สีดำ สีที่สื่อถึงพลังอำนาจ ความลึกลับและความหรูหรา เป็นสีที่พบเห็นบ่อยในห้องสไตล์ Modern Luxury จะช่วยให้รู้สึกอิสระและน่าค้นหา หากใช้มากเกินไปอาจทำให้รู้สึกอึดอัด
- สีเทา สีที่สื่อถึงความสงบและมั่นคง เป็นสีที่ไม่ทำให้เกิดอารมณ์ใด ๆ และเป็นสีที่ให้ความรู้สึกด้านชาไร้ชีวิตชีวา แต่ก็เป็นสีที่จะทำให้สีอื่น ๆ โดดเด่น มักพบเห็นบ่อยในห้องสไตล์โมเดิร์น
ทั้งนี้สีต่าง ๆ ต้องอยู่ในสไตล์ที่ต้องการแต่งห้องด้วยเพื่อให้ห้องอยู่ในธีมนั้น ๆ ซึ่งอาจนำโทนสีมาใช้ให้เข้ากันตามระดับความเข้มและความอ่อนเพื่อให้เกิดความสมดุลกันของสไตล์ เพราะห้องหนึ่งห้องไม่ได้มีตัวประกอบแค่พื้น ผนัง เพดานเท่านั้น แต่ยังมีเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ตกแต่งอื่น ๆ ที่ต้องควบคุมเรื่องสีด้วย
เลือกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง
สำหรับห้องในคอนโดถือเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลที่เจ้าของห้องสามารถตกแต่งภายในได้ในแบบสไตล์ของตัวเองซึ่งอาจจะไม่ตรงกับสไตล์ภายนอกของคอนโด แต่ห้องก็เป็นพื้นที่ที่จะใช้สำหรับอยู่อาศัยและได้พักผ่อนอย่างมีความสุข นอกจากโทนสีที่ต้องควบคุมในอยู่ในสไตล์หรือธีมเดียวกันแล้ว การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ตกแต่งอื่น ๆ ก็ต้องอยู่ในสไตล์ที่คุณกำหนดไว้เช่นกัน เพราะก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ห้องสวยงาม
การเลือกเฟอร์นิเจอร์
สำหรับคอนโดนั้นมีขนาดพื้นที่ห้องที่จำกัด ผู้อยู่ต้องเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถยืดหยุ่นได้เพื่อให้ใช้พื้นที่ส่วนต่าง ๆ ที่เหลืออยู่ได้ เช่น ตู้เสื้อผ้าประตูเลื่อน ไฟเพดาน หรือโคมไฟลอยและโซฟา หรือเตียงที่มีลิ้นชัก เป็นต้น นอกจากนี้ต้องเลือกดีไซน์และสีให้เข้ากับสไตล์ที่ตัวเองกำหนดไว้ตั้งแต่แรกเพื่อไม่ให้เป็นการหลุดธีม
ตัวอย่างเช่น สไตล์มินิมอล (Minimal) เฟอร์นิเจอร์จะไม่มีลวดลายเยอะ เรียบ ๆ แต่ดูทันสมัย และไม่ใช้สีฉูดฉาด เช่น สีขาว สีครีม หรือสีที่โทนอ่อน เพื่อสร้างบรรยากาศที่เรียบง่ายและผ่อนคลาย
การเลือกของตกแต่ง
การใช้งานของตกแต่งที่ถูกต้องสามารถเพิ่มเสน่ห์ให้กับพื้นที่ อย่างที่บอกไปแล้วห้องในคอนโดอาจมีพื้นที่อย่างจำกัด ซึ่งต้องคำนึงถึงพื้นที่ในการใช้สอยให้เป็นประโยชน์สูงสุด แต่ถึงอย่างไรห้องก็ยังสามารถตกแต่งให้สวยงามได้ โดยต้องเลือกใช้ของตกแต่งที่เหมาะสมกับพื้นและคอนเซ็ปต์ที่ต้องการเพื่อเพิ่มเสน่ห์ให้กับห้องของคุณ
ตัวอย่างเช่น สไตล์คอตเทจ (Cottage) การตกแต่งจะออกไปในรูปแบบของธรรมชาติที่ให้ความอบอุ่น ความสงบที่ให้ความรู้สึกสบาย เช่น ตกแต่งด้วยต้นไม้สีเขียว อาจเป็นต้นไม้ที่สามารถฟอกอากาศและดูดสารพิษได้ และต้องไม่มีขนาดใหญ่จนเกินไป เพื่อเพิ่มความเป็นธรรมชาติให้กับห้องและยังได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นอีกด้วย ของตกแต่งที่วัสดุทำมาจากไม้หรือผ้า เช่น โคมไฟ กรอบรูปหรือผ้าปูโต๊ะเป็นต้น โดยสีที่ใช้จะเน้นไปทางสีที่สร้างความอบอุ่นและไม่จัดจ้านเกินไปเพื่อความเรียบง่าย เช่น สีขาว สีครีม สีน้ำตาล สีเขียว สีชมพู หรือสีฟ้า ซึ่งสีทั้งหมดจะเป็นสีโทนอ่อน หรือโทนสีพาสเทล
แสงและการใช้แสง

นอกจากโทนสีที่มาจากการทาและการใช้สิ่งของวัตถุต่าง ๆ แล้ว สีจากแสงก็ยังมีผลในการคุมโทนเพราะเมื่อมีแสงสาดส่องเข้าไปกระทบกับพื้นผิวและวัตถุต่าง ๆ จะทำให้สีนั้นอ่อนลง สีไม่เท่ากัน อาจทำให้หลุดคอนเซ็ปต์ นอกจากนี้แสงยังทำให้ห้องสว่างขึ้นดูมีชีวิตชีวา และยังสามารถกำหนดวัตถุนั้นโดดเด่นน้อยหรือมากได้ ซึ่งแสงที่สามารถควบคุมโทนได้นั้นมีอยู่ 2 แบบ คือ แสงไฟธรรมชาติ และแสงไฟจากหลอดไฟ
สีของแสงไฟจากธรรมชาติ
เป็นสีจากภายนอกห้องที่ไม่สามารถควบคุมได้แต่สามารถลดระดับได้โดยอาจใช้ม่านกรองในช่วงกลางวัน เพื่อให้แสงหลุดลอดเข้ามาน้อยลงหรือตามที่ต้องการจะไม่ทำให้ห้องร้อนจนเกินไป แต่ถ้าหากแสงส่องเข้ามาให้ห้องมากเกินก็อาจทำให้สีต่าง ๆ ในห้องเด่นชัดเกินไปและจะส่งผลให้สีของวัตถุเกิดความเสียหายจากแสงได้เมื่อโดนนาน ๆ หากเลือกใช้แสงธรรมชาติเป็น จะช่วยห้องมีสีที่สมูทสวยงามและมีความอบอุ่น
สีของแสงจากหลอดไฟ
เป็นสีที่มาจากหลอดไฟที่สามารถเลือกใช้ได้ โดยสีของหลอดไฟจะมี 3 แบบ ได้แก่หลอดไฟวอร์มไวท์(สีเหลืองเข้ม) หลอดไฟคูลไวท์ (สีขาวโทนอุ่น) และหลอดไฟเดย์ไลท์ (สีขาวธรรมชาติ) ซึ่งแต่ละสีจะให้บรรยากาศและความรู้สึกที่แตกต่างกัน เช่น ห้องนอนควรใช้ไฟสีเหลืองเข้มและห้องน้ำควรใช้ไฟสีขาวธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งผู้ที่จะตกแต่งต้องเลือกใช้แสงไฟให้เข้ากับห้องของตัวเองหากเลือกแสงไฟที่เหมาะสม จะทำให้ห้องสวยงามและพื้นที่บริเวณนั้น ๆ โดดเด่นและมีสไตล์ขึ้น
การจัดพื้นที่และการเรียงลำดับของตกแต่งแบบคุมโทน
การจัดสิ่งของในบริเวณพื้นที่ต่าง ๆ ภายในห้องนอกจากจะทำให้ห้องดูสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วยังทำให้เพิ่มพื้นที่ให้กับห้องไว้ใช้ประโยชน์อื่น ๆ อีกด้วย แต่สำหรับการคุมโทนนั้นการจะจัดของเข้าที่ให้เป็นระเบียบและสะอาดอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องคำนึงถึงสีของสิ่งของที่จะต้องวางให้เป็นตำแหน่งด้วยเพื่อการคุมโทนให้เป็นไปทางเดียวกันและดูดีมีสไตล์ ซึ่งการจัดระเบียบห้อง แบ่งเป็น 2 ข้อ คือ
การจัดพื้นที่การใช้สอยที่ถูกต้อง
เป็นการจัดการกับสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ให้อยู่ในสัดส่วนของพื้นที่นั้น เช่น ห้องนอน จะต้องมี เตียง ตู้เสื้อผ้า มีโต๊ะเครื่องแป้งหรืออื่น ๆ ที่จะต้องอยู่ในห้องที่คุมโทนตามสีหลักที่เป็นสไตล์ที่กำหนด โดยเก็บของที่ไม่ตรงกับธีมพื้นที่สีห้องหรือของที่ไม่ควรอยู่ในห้องนอนออกไปเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย
การเรียงลำดับของตกแต่ง
เป็นการจัดการกับของที่ใช้ประดับห้องตามสไตล์ที่ต้องการโดยต้องคำนึงถึงขนาด รูปแบบและสีของวัตถุนั้น ๆ ให้เข้ากับสีพื้นที่หรือสีของวัตถุอื่น ๆ ร่วมด้วยอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มความโดดเด่นและช่วยให้ห้องมีเสน่ห์ เช่น ต้นไม้สีเขียวอาจไว้บนโต๊ะสีขาวหรือสีเทา กรอบรูปสีทองติดกลางผนังสีเข้ม หรือห้อยโคมไฟสีเหลืองเข้มไว้กลางห้องสีดำ เป็นต้น และจัดลำดับให้สิ่งของขนาดเล็กอยู่หน้าสิ่งของขนาดใหญ่เพื่อไม่ให้บดบังกัน
พืชก็ใช้ในการคุมโทนได้

ของตกแต่งห้องอาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของเสมอไปที่ใช้ในการคุมโทนสีห้อง เพราะสิ่งมีชีวิตอย่างต้นไม้ก็สามารถนำมาใช้ตกแต่งและคุมโทนได้เหมือนกันและยังมีราคาถูกกว่าด้วย แม้ว่าตัวใบจะเป็นสีเขียวแต่ก็สามารถเข้ากับสไตล์ห้องได้ทั้งหมดโดยที่โทนห้องยังอยู่ในธีมเดิม เพราะความเป็นธรรมชาติของต้นไม้สามารถเข้าได้กับทุกพื้นที่ หากต้องการให้ต้นไม้คุมโทนได้ดีที่สุด ก็แค่เปลี่ยนกระถางต้นไม้ให้เป็นสีโทนเดียวกันหรือเลือกรูปทรงและวัสดุที่เข้ากันไปเลย นอกจากนี้การเลือกต้นไม้มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ห้องและเลือกประเภทของต้นไม้ที่การดูแลง่ายเป็นเรื่องสำคัญเพื่อไม่ให้เป็นการใช้พื้นที่มากไปและต้องอยู่กับอากาศสภาพแวดล้อมภายในห้องได้ด้วย เมื่อเลือกต้นไม้ที่เหมาะสมก็จะทำให้ห้องมีอากาศที่สดชื่นและมีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย
การจัดเตียงจะช่วยคุมโทนมากที่สุด
การเลือกผ้าปูที่นอน ก็เป็นอีกความสำคัญหนึ่งที่จะช่วยคุมโทนที่ภายในห้องอยู่ในธีมเดียวกัน เนื่องจากห้องในคอนโดจะเน้นห้องนอนเป็นหลักซึ่งจะเป็นจุดเด่นที่สุด การเลือกสีผ้าปูและปลอกหมอนจะช่วยให้บรรยากาศภายในห้องน่าอยู่และนอนหลับได้สบายมากขึ้น โดยให้เลือกผ้าปูที่นอนที่มีสีพื้นแบบไม่มีลวดลาย ที่จะไม่ทำลายตาและไม่ทำให้ห้องดูรก ซึ่งการใช้สีพื้นและไม่มีลวดลายจะทำให้เข้ากับสไตล์การแต่งห้องได้ง่ายเพราะจะมีแค่โทนสีเท่านั้นที่ต้องระวัง นอกจากนี้ลักษณะเตียงก็ต้องให้ความสำคัญเช่นกันหากต้องการให้ตรงกับสไตล์ที่ต้องการ เช่น สไตล์มินิมอลอาจใช้เตียงไม้เพราะมีดีไซน์เรียบง่าย ๆ เป็นธรรมชาติและมีสีที่อยู่ในโทนอบอุ่น เตียงถือว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ที่มีรูปแบบที่หลากหลายและมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ผู้ที่ต้องการตกแต่งห้องต้องศึกษาและหาข้อมูลดี ๆ
บทสรุปการแต่งคอนโดแบบคุมโทน

เทคนิคที่เราได้แนะนำไปเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้คุณแต่งห้องในคอนโดได้ด้วยตัวเองให้ง่ายขึ้นเท่านั้นเพราะคอนโดเป็นที่อยู่อาศัยที่ทันสมัยและตอบโจทย์คนยุคใหม่ การที่จะตกแต่งคอนโดให้เป็นไปตามสไตล์ด้วยตัวเองนั้นอาจจะยากและใช้เทคนิคซับซ้อนมากเกินไป ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทำเองเลยก็ได้ แค่หาคอนโดที่พร้อมและมีสไตล์ที่คุณชอบจากแหล่งปล่อยขายคอนโดง่าย ๆ โดยไม่ต้องลงแรงให้เหนื่อย แค่เตรียมกระเป๋าเสื้อผ้าเข้าไปอยู่ก็พอแล้ว คุณก็จะได้อยู่ในพื้นที่ที่คุณรักได้อย่างมีความสุขและสมบูรณ์แบบ