เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปัจจุบันโลกกำลังเผชิญอยู่กับความยากจน ความไม่เท่าเทียม ปัญหาสิ่งแวดล้อม และสภาวะโลกร้อน ซึ่งส่งผลต่อสวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของทุกชีวิตบนโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกภาคส่วนจึงมีความพยายามที่จะพัฒนาองค์กรและกิจการไปสู่ “ความยั่งยืน (Sustainability)” ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาต่าง ๆ และปรับตัวให้สอดคล้องกับทิศทางของตลาดโลกที่เน้นการสร้างโลกสีเขียวมากยิ่งขึ้นดังจะเห็นได้จากมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลกที่มีออกมาแล้วราว 18,000 มาตรการ

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กล่าวว่า แก่นสำคัญของเป้าหมาย SDGs คือ การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สอดคล้องกับเป้าหมายและพันธกิจของ EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง มุ่งสู่บทบาท “Green Development Bank” โดยสานพลังกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 ควบคู่ไปกับการยกระดับประเทศไทยสู่ประตูการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาค รวมถึงการพัฒนาคนตัวเล็กหรือ SMEs ไทยให้เข้มแข็ง มีศักยภาพสูง และแข่งขันได้ในเวทีโลก EXIM BANK พร้อมใช้จุดแข็งและความเชี่ยวชาญพัฒนาเครื่องมือทางการเงินสีเขียวที่เสริมสร้างการพัฒนาระบบนิเวศการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ยกระดับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทยโดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนกระบวนการผลิตสินค้าและให้บริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
นับตั้งแต่เปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการในปี 2537 EXIM BANK ได้ทำหน้าที่ Lead Bank นำพาผู้ประกอบการไทยไปปักหมุดธุรกิจพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ จำนวนกว่า 400 โครงการ กำลังการผลิตกว่า 8,800 เมกะวัตต์ ลดการปล่อยคาร์บอนได้มากกว่า 100 ล้านตัน โดยเป็นการสนับสนุนทางการเงินกว่า 68,600 ล้านบาท สร้างมูลค่าการลงทุนกว่า 578,300 ล้านบาท และเพื่อแสดงถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อน BCG Economy และเป็นการเผยแพร่ Best Practice ของกิจการสีเขียวที่พัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็วสอดคล้องกับเทรนด์โลกยุคใหม่ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมกิจการบริษัทลูกค้าที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึง ESG ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าของภูมิภาค มีทั้งโครงการลงทุนขนาดใหญ่เชื่อมโยงโลจิสติกส์ และมีการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ 12 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่จะยกระดับศักยภาพประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา

บจก. แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี ผู้ผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์
บจก. แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี ภายใต้กลุ่มบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (Energy Absolute : EA) ผู้ผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ เพื่อการพัฒนาประเทศด้านคมนาคมและด้านพลังงานทดแทน เป็นโรงงานที่ทันสมัยแห่งหนึ่งในอาเซียน โดยมีโรงเชื่อมที่มีเครื่องตัดแผ่นโลหะด้วยเลเซอร์ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ พร้อมเครื่องจับยึดและอุปกรณ์กำหนดตำแหน่ง โรงทำสีที่ใช้การชุบโลหะด้วยไฟฟ้า Electro Deposition Painting (EDP) เพื่อเคลือบผิวตัวถังรถให้มีผิวที่เรียบ และมีความหนาสม่ำเสมอ มีความแข็งแรงกันสนิมได้ดีและทนทานต่อการสึกหรอ ซึ่งมีบ่อชุบสีมากถึง 12 บ่อ และมีขนาดบ่อใหญ่ที่สุดในอาเซียน พร้อมนวัตกรรมหุ่นยนต์พ่นสีอัตโนมัติ ส่วนโรงประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์ภายในและภายนอกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้มากขึ้น ปัจจุบันมีกำลังการผลิตสูงสุดที่ 9,000 คัน/ปี ธุรกิจอยู่ใน New Engine Industries และก่อให้เกิด New S-Curve มีส่วนช่วยลดการใช้น้ำมันและลดการนำเข้าเชื้อเพลิงของต่างประเทศ รวมทั้งมีส่วนช่วยลดมลภาวะทางอากาศที่เกิดจาก ควัน ก๊าซต่าง ๆ อันเป็นมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ของน้ำมัน มีส่วนช่วยพัฒนาด้านพลังงานทดแทน และยังเป็นการพัฒนาระบบขนส่งโดยการใช้พลังงานไฟฟ้า ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อันเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม

บจก. อีโคบลู ผู้ผลิตและจำหน่ายเม็ดพลาสติกรีไซเคิล
บจก. อีโคบลู (EcoBlue) ผู้ผลิตและจำหน่ายเม็ดพลาสติกรีไซเคิลสำหรับนำไปผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหาร เครื่องดื่ม และเสื้อผ้า บริษัทดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายเม็ดพลาสติกรีไซเคิล โดยมีผลิตภัณฑ์ 2 รูปแบบ ประกอบด้วย Recycled PET resin (rPET) มีกำลังการผลิต 40,000 ตัน/ปี เป็นชนิดเม็ดพลาสติกที่ส่วนใหญ่ใช้ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมเสื้อผ้า และRecycled Polyolefins resin (PP/HDPE/LDPE) มีกำลังการผลิต 11,000 ตัน/ปี เป็นชนิดเม็ดพลาสติกที่ใช้ในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง การดำเนินธุรกิจเป็นลักษณะ OEM ที่ได้มาตรฐาน Global Recycled Standard (GRS Certification) และได้รับมาตรฐาน FDA Certification จากคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ เป็นรายแรกของประเทศไทย เพื่อส่งออกไปยังกลุ่มลูกค้าในต่างประเทศเป็นหลัก

บจก. เวสท์เทค เอ็กซ์โพเนนเชียล (Wastech) รีไซเคิลเศษเหล็กจากซากรถยนต์เพื่อผลิตเชื้อเพลิงแข็งค่าความร้อนสูง
บจก. เวสท์เทค เอ็กซ์โพเนนเชียล (Wastech) ภายใต้กลุ่ม บมจ. มิลล์คอน สตีล (MILLCON) ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของประเทศ ซึ่งได้ปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับการยกระดับสู่ธุรกิจ ESG ที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการผลิตเหล็กด้วยการรีไซเคิล ด้วยการนำเข้ารถยนต์อัดก้อน (Car Bales) จากต่างประเทศมาบดย่อยเศษเหล็กให้มีขนาดเล็กลง รวมทั้งรับซื้อเศษเหล็กจากในประเทศโรงงานคัดแยกขยะมี 2 แห่ง คือ โรงงานที่ จ.ระยอง เช่าพื้นที่จาก บจก. มิลล์คอน บูรพา ดำเนินการคัดแยกขยะด้วยเครื่อง Sorting Plant และโรงงานที่บ่อวิน จ.ชลบุรี ดำเนินการคัดแยกขยะด้วยเครื่อง Sorting Plant และเป็นพื้นที่สำหรับเก็บสะสม เชื้อเพลิงขยะอุตสาหกรรมประสิทธิภาพสูง (Solid Recovered Fuel (SRF) MILLCON มีแผนกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นธุรกิจ ESG โดยการแยกธุรกิจใหม่ด้านพลังงานออกจาธุรกิจเดิม (ธุรกิจเหล็ก) โดยเมื่อปลายปี 2565 บริษัทเริ่มปรับแผนธุรกิจโดยมุ่งเน้นการผลิตเหล็กด้วยการรีไซเคิล ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการโรงหลอมในประเทศ มีวัตถุดิบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและ By Product คือ เชื้อเพลิง SRF ซึ่งสามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ทั้งนี้ สิ่งที่ได้จากกระบวนการผลิตมี 2 ส่วนคือ เหล็ก Shredded มีจำนวน 70% ของผลผลิตที่ได้เป็นเหล็กขนาดเล็กและบริสุทธิ์เป็นที่ต้องการของตลาด สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการหลอมและประหยัดค่าไฟฟ้า โดยจำหน่ายไปยังโรงหลอม และขยะส่วนที่เหลือที่ไม่ใช่เหล็ก มีจำนวน 30% เช่น พลาสติก กระดาษ ผ้า และวัสดุยาง เป็นต้น จะผ่านการคัดแยกด้วยเครื่องคัดแยก (Sorting) ได้ขยะประเภทสายไฟ สแตนเลส เป็นต้น เพื่อไปจำหน่ายต่อ และส่วนที่เหลือ SRF เพื่อป้อนให้กับโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมในอนาคต เป็นการผลิตมูลค่าเพิ่มจากขยะอุตสาหกรรมนอกจากนี้ กลุ่ม MILLCON มีแผนจะต่อยอดธุรกิจโดยการลงทุนในโรงไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมรวมทั้งโรงไฟฟ้าขยะชนิดอื่น ๆ
เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จตามเจตนารมณ์ EXIM BANK ได้จัดโครงสร้างการบริหารจัดการการเงิน รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อให้พอร์ตสินเชื่อด้านความยั่งยืนของ EXIM BANK ขยายเพิ่มขึ้น จากสัดส่วน 30% ในปัจจุบัน เป็น 50% ภายใน 3 ปีข้างหน้า และระดมทุนด้วยการออกพันธบัตรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) อย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นเงินทุนสนับสนุนธุรกิจสีเขียวหรือธุรกิจที่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยได้ออกพันธบัตรล็อตแรกจำหน่ายแล้วเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2565 จำนวน 2 รุ่น วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท และออกพันธบัตร SME Green Bond เป็นล็อตที่ 2 ออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2566 วงเงินรวม 3,500 ล้านบาท ซึ่งการจำหน่ายพันธบัตรทั้ง 2 ครั้งได้รับความสนใจจากนักลงทุนสูงมากและมียอดการจองซื้อเกินจำนวนที่ออกจำหน่าย นอกจากนี้ ยังพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สนับสนุนธุรกิจไทย รวมทั้ง SMEs ให้ปรับตัวเป็นธุรกิจสีเขียว แข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเวทีการค้าโลก โดยในปี 2567 EXIM BANK มีแผนเดินหน้าพัฒนาเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ อีกหลายมิติ และปัจจุบันมีเครื่องมือสนับสนุนทางการเงินเพื่อช่วยผู้ประกอบการยกระดับสู่ธุรกิจสีเขียว อาทิ
สินเชื่อ EXIM Green Start เป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการในทุกขนาดธุรกิจ (SML) และทุกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ดำเนินธุรกิจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วงเงินหมุนเวียนสูงสุด 200 ล้านบาทต่อราย ระยะเวลากู้สูงสุด 3 ปี อัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 4.5% (Prime Rate –2.25%) ต่อปี
สินเชื่อ Solar Orchestra วงเงิน 100% ของเงินลงทุน ดอกเบี้ยต่ำสุด 4% ต่อปี (Prime Rate -2.75% ต่อปี) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ได้แก่ Solar Rooftop, Solar Farm และ Solar Floating สำหรับใช้ภายในกิจการ รวมถึงเงินลงทุน สำหรับปรับปรุงหลังคาก่อนการติดตั้ง Solar Rooftop พร้อมได้สิทธิการขึ้นทะเบียนและรับรองคาร์บอนเครดิตตลอด 7 ปี ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับรางวัล International Innovation Awards 2022 และ Best Product Innovation for Sustainable Development
สินเชื่อเอ็กซิมเติมทุนส่งออก (EXIM Export Ready Credit) วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นต่ำสุดคือปีที่ 1 คิดดอกเบี้ย Prime Rate -2% ต่อปี และปีที่ 2 ถึงปีที่ 5 ดอกเบี้ย Prime Rate -1% และเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการที่มีการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมให้ได้รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ต่อปีในปีแรก
สินเชื่อ EXIM Solar D-Carbon Financing สนับสนุนการลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ไม่ว่าจะเป็น Solar Rooftop, Solar Farm และ Solar Floating วงเงินสูงสุด 100 ล้านบาทต่อโครงการ ดอกเบี้ยต่ำสุด 4.25% ต่อปี (Prime Rate -2.50% ต่อปี) ระยะเวลากู้สูงสุด 7 ปี เบิกกู้ 90% ของเงินลงทุน พิเศษ! รับสิทธิการขึ้นทะเบียนและรับรองคาร์บอนเครดิต “โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (T-VER)”
“EXIM BANK มีหมุดหมายชัดเจนที่พร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลง โดยใช้กลยุทธ์เติมความรู้ เติมโอกาส เติมเงินทุน ให้เกิดธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่ความยั่งยืน โดยเฉพาะองค์ความรู้ในด้านการจัดการคาร์บอน โดยการสานพลังระหว่าง EXIM BANK กับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจที่สนับสนุนความยั่งยืน อันจะนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ให้ได้เร็วที่สุด”