“ในช่วงโควิดที่ผ่านมา เข้าใจว่าหลายคนหมดกำลังใจไปเยอะ แต่ผมรู้สึกว่าสุดท้ายมันก็จะผ่านไปได้ และโดยส่วนตัวเชื่อว่าในอนาคต ก็จะมีวิกฤตเข้ามาอีก แต่มันก็ต้องเจอ ต้องแก้ไขผ่านไปให้ได้”

ภานุวัจน์ ทองร่มโพธิ์ Chief Technical Officers (CTO) บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นิสิตเก่าสถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin Alumni, Executive MBA)
วิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจโรงหนังในไทยและทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างหนักมากที่สุดธุรกิจหนึ่ง คนในแวดวงภาพยนตร์ทั่วโลกพูดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนับเป็นวิกฤตที่ใหญ่ที่สุดที่ธุรกิจโรงภาพยนตร์ต้องเผชิญนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จากมาตรการ social distancing เป็นเวลานาน

“ไม่เคยมีวิกฤตครั้งไหนที่ใหญ่จนต้องปิดโรงภาพยนตร์ มันเป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดและโจทย์ของเราในวันนั้นคือเราต้องอยู่แบบที่ไม่เอาคนออกแม้แต่คนเดียว ”บอส-ภานุวัจน์ ทองร่มโพธิ์ Chief Technical Officers ( CTO) บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)ทายาทรุ่นที่ 3 ของของครอบครัว “ทองร่มโพธิ์” ลูกชายคนโตของคุณสุวัฒน์ ทองร่มโพธิ์ ซีอีโอ “เอสเอฟซีนีม่า” ย้อนคุยให้ฟังถึงช่วงเวลาที่ยากที่สุดของอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ที่วันนั้นเขานั่งตำแหน่งบริหารในฐานะ Chief Finance Officer ที่ต้องบริหารเงินในวันเวลาที่ไม่มีรายได้เข้าบริษัทแม้แต่บาทเดียวจนวันนี้สามารถก้าวข้ามวิกฤต บอส ประเมินว่า “วันนี้ธุรกิจโรงหนังเริ่มฟื้นตัวกลับมาดีขึ้น 70-80% แล้วและเราจะกลับขึ้นมา 100% เทียบเท่าปกติก่อนวิกฤตโควิดในปีหน้า”

“ในช่วงโควิดที่ผ่านมา เข้าใจว่าหลายคนหมดกำลังใจไปเยอะ แต่ผมรู้สึกว่าสุดท้ายมันก็จะผ่านไปได้ และโดยส่วนตัวเชื่อว่าในอนาคต ก็จะมีวิกฤตเข้ามาอีก แต่มันก็ต้องเจอ ต้องแก้ไขผ่านไปให้ได้”
ถึงอย่างนั้นเหตุการณ์วิกฤตที่ผ่านมากลายเป็นบันไดเรียนลัดของผู้บริหารแบบเขา คีย์เวิร์ดสำคัญในการบริหารงานที่ บอส ตกผลึกคือ การทำธุรกิจให้แข็งแรงพอในการปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงความท้าทายที่เข้ามาให้ได้ (adaptation) ถ้าเดินไปที่โรงภาพยนตร์ “เอสเอฟ ซีเนม่า” วันนี้บางเรื่องเราจะเห็นและสัมผัสได้ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาใช้ในธุรกิจ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน นี่อาจจะเป็นการผสมที่ลงตัวของการส่งผ่านวิธีคิดจากรุ่นสู่รุ่น ไปพร้อมกับการแสวงหาหนทางของตัวเองในการปรับตัวสู่อนาคตภายใต้วิธีคิดใหม่ของเขา
เริ่มต้นจากพนักงานขายตั๋ว
บอส เล่าว่า เริ่มเข้ามาทำงานที่เอสเอฟเมื่อ 14 ปีก่อน หลังเรียนจบปริญญาตรีด้านบัญชีและการเงินจากประเทศออสเตรเลีย โดยเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานขายตั๋วหนังเป็นงานแรก ก่อนจะขยับไปทำฝ่ายการตลาดและโปรโมชั่น หลังจากนั้นได้ไปเรียนรู้งานที่กว้างและหลากหลายมากขึ้นกับคุณพ่อในตำแหน่งผู้ช่วย CEO “คุณพ่อมีวิธีคิดว่า ถ้าเริ่มทำงาน ต้องเริ่มจากล่างสุด เพราะถ้าเราอยากเข้าใจเขา เราต้องเป็นเขา พอเริ่มขายตั๋วก็เริ่มเข้าใจทุกอย่าง เข้าใจคนที่อยู่ข้างล่าง เข้าใจวิธีการทำงานทุกวัน”
จากนั้นก็ขยับมาเป็น CFO อยู่สักพักใหญ่พร้อมๆ กับไปเรียนบริหารธุรกิจหลักสูตร Executive MBA ที่ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin School of Management) เพื่อเรียนรู้วิธีคิดด้านการบริหารและเครือข่ายในประเทศไทย เขาเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาการเงินและบัญชีหลายอย่างให้กับบริษัท เพื่อปิดงบให้ได้ตามมาตรฐานตลาดหลักทรัพย์ฯ จนปัจจุบันเข้ามาดูแลงานด้านเทคโนโลยีให้กับโรงหนังเอสเอฟในตำแหน่ง CTO

ให้ความสำคัญกับ “คน”
ในช่วงเวลา 14 ปีที่เข้ามาทำงานที่นี่ วิกฤตโควิดที่ผ่านมา เป็นวิกฤตที่หนักที่สุด “ผมเชื่อว่าบริษัทผ่านเหตุการณ์นี้มาได้จากการไม่เร่งขยายสาขามากจนเกินไป บวกกับได้รับความช่วยเหลือทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนผู้ให้เช่าพื้นที่ และที่สำคัญคือ ผลจากที่บริษัทไม่มีนโยบายเอาคนออกก็ช่วยเราให้ผ่านมาจนวันนี้
“บางองค์กรพอเจอวิกฤต มันเห็นแล้วล่ะ ก็เริ่มปลดคน แต่เอสเอฟเราไม่ปลด เรามองว่ามาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะคนกลุ่มนี้ ซีอีโอก็มองว่าวิกฤตนี้ สุดท้ายมันจะผ่านไป ซึ่งมาวันนี้สถานการณ์มันดีขึ้น ค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมา แต่เราไม่มีนโยบายเอาคนออก ผมว่ามันส่งผลกับเรามากที่ผมว่าวันนี้คนเข้าใจองค์กรมากขึ้น”
พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป และการใช้เทคโนโลยี – AI เข้ามาตอบโจทย์
วันนี้แม้จะยังไม่ฟื้นกลับสู่จุดเดียวกับก่อนโควิด แต่บรรยากาศการดูหนังในโรงก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง เห็นได้จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป กล้าที่จะกลับมาใช้ชีวิตปกติมากขึ้น ภาพสมาชิกคนในครอบครัวจูงมือบุตรหลาน พ่อแม่ อากงอาม่า มาต่อคิวซื้อตั๋วดูหนัง โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวที่มีเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ที่ก่อนหน้านี้ไม่กล้าออกมาดูหนัง เพราะกลัวโควิด “พฤติกรรมกลุ่มครอบครัวเริ่มกลับมามากขึ้น อย่างหนังเรื่องหลานม่า ครอบครัวจูงอ่ามามาดู หรือล่าสุดออย่าง Inside Out ก็เริ่มมีครอบครัวพาเด็กมาดู และเผอิญหนังไทยก็เริ่มกลับมามีความนิยมสูงขึ้น หนังเริ่มเข้าตรงกลุ่มมากขึ้น ก็ช่วยทั้งอุตสาหกรรมไปด้วย ทั้งโรงหนัง ตัวผู้กำกับ และผู้ผลิตหนัง”
อย่างไรก็ตามจุดสำคัญของธุรกิจโรงภาพยนตร์วันนี้คือการเข้าใจอินไซท์พฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งเอสเอฟใช้จุดเน้นด้านเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคให้สามารถเข้าถึงบริการได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
“ทุกวันนี้ลูกค้าไม่ต้องมาซื้อตั๋วหน้าโรงหนังหรือที่เครื่องออกตั๋ว แต่สามารถจบได้ที่โทรศัพท์มือถือของตัวเอง next step ต่อไปของผม ดีที่สุดเราอยากให้มีเป็นแอปอย่างเดียว หน้าโรงหนังอาจจะไม่มีพนักงานเลย และไม่มีตู้กดตั๋ว เพราะในอีกมุมหนึ่ง ทำให้ลูกค้าสามารถทำรายการทั้งหมดจบได้ในแอปเดียว หรือการนำ AI มาใช้”
“เอาจริงๆ ผมว่ามันสำคัญที่ลูกค้า เวลาเขาต้องการดูหนัง ซื้อตั๋วหนังเขาไม่ได้ต้องการจะคุยกับคนนะ โจทย์ที่ลูกค้าอยากได้คือบริการและมีอะไรที่ให้ข้อมูลเขาได้ อยากมีคนตอบคำถามที่ตัวเองต้องการ เช่น โปรโมชั่น เป็นอย่างไร กดให้ดูหน่อยได้มั้ย หรือถ้ามีเงื่อนไข หมดอายุรึยัง หมดสิทธิ์รึยัง นั่นคือเบสิค แล้วพอกดเข้าไป ใช้ได้เลยมั้ย กดแอปยังไง มันมีแค่นี้เอง และสำหรับเรามองว่าเทคโนโลยีตอบโจทย์ได้”
“ถ้า AI มันสามารถตอบได้ หรือช่วยลูกค้าตอบได้หมดเลย โดยที่ไม่ต้องมาเจอคน ก็เป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่เรื่องลดค่าใช้จ่ายนะครับ แต่จริงๆ เป็นการทำให้พื้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วเราสามารถเปลี่ยนพื้นที่โรงหนังไปทำอย่างอื่นได้ คนก็ไปทำงานอย่างอื่นได้ดีกว่า”
“ผมว่าเทคโนโลยีกับพฤติกรรมผู้บริโภคมันเป็นโจทย์ที่ท้าทาย อย่างเรื่องแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ที่เราเคยมองว่าเป็นคู่แข่ง ด้านนึงมันก็เป็นคู่แข่งด้านเวลา เอาเข้าจริงถ้าเราประเมินสถานการณ์วันนี้เราเริ่มเห็นว่ามันเป็นการบริโภคคอนเทนต์ที่เสริมกันมากกว่าที่จะมาแทนที่กัน ผมยกตัวอย่างช่วงที่ผ่านมา มีหนังอะนิเมชั่นเรื่อง Demon Slayer หรือดาบพิฆาตอสูร คนไทยไม่รู้จักนะครับ แต่พอฉายใน Netflix แล้วเด็กชอบ เพราะหนังการ์ตูนเขาดี พอกลับมาเข้าโรง กลายเป็น new high อะนิเมชั่น หนังบางเรื่องก็ฉายใน Netflix มาก่อนส่วนหนึ่ง แล้วหันกลับมาทำโรงด้วย ดังนั้นมันเหมือนเป็น complementary ซึ่งกันและกัน”
“Out of Home Entertainment”เมื่อโรงหนัง เป็นมากกว่า โรงหนัง
ปัจจุบัน โรงภาพยนตร์“เอสเอฟ” วางตำแหน่ง (Positioning)ให้ตัวเองเป็น “Out of Home Entertainment” ที่ให้ความสุขกับลูกค้า และเป็นสถานที่ที่มีคอนเทนต์หลากหลายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ content ภาพยนตร์ เช่น การฉายสปอร์ตคอนเทนต์ หรือฉายไลฟ์คอนเสิร์ต ล่าสุด อย่างหนังคอนเสิร์ตเทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift : The Eras Tour) ก็กลายเป็นหนังคอนเสิร์ตที่สร้างรายได้สูงสุดทั่วโลกรวมถึงประเทศ “เราไม่ใช่แค่เป็นโรงหนัง แต่เป็นเหมือน Out of Home คือ เป็นอะไรก็ได้ แต่เมนหลักยังคงเป็นโรงหนัง เพราะเราทำหน้าที่นี้ แต่จุดแข็งจุดหลักของเราคือ ยังให้ความสุขกับลูกค้า Giving People A Great Time แต่ความสุขนี้มันจะเป็นรูปแบบหนัง คอนเสิร์ต กีฬา การจัดงาน มันเป็นได้หมดเลย”
“เอสเอฟ ไม่จำเป็นต้องเป็นเบอร์หนึ่งในมาร์เก็ตแชร์ แต่เราต้องการสร้างรายได้ต่อจอที่สูงสุด หรือกำไรต่อยูนิตที่สูงสุด มากกว่าที่จะแค่มีทุกสาขา หรือมีทุกที่ เพราะผมมองว่า สุดท้ายเราต้องการเปิดที่ไหน ต้องเปิดให้ยั่งยืน ไม่ได้อยากมีแค่จำนวนเอาท์เล็ท แล้วไม่ตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนของคนที่เข้ามาดู หรือไม่มี occupancy ที่มากพอ”
การมาถึงของ “โรงหนังคาร์บอนต่ำ”
เขาขยายความเรื่อง โรงภาพยนตร์ที่ยั่งยืนว่า “ผมพยายามคิดเพื่อตอบโจทย์ 3 เรื่อง คือ profit, planet, และ people ถ้าทำแล้วลดต้นทุนหรือ ต้นทุนเท่าเดิม แต่มันไปตอบโจทย์ planet กับ people ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ยกตัวอย่างในมุมของโรงหนัง เราเปลี่ยนเครื่องฉายจากหลอดไฟซีนอน (xenon lamp) เป็นเลเซอร์โปรเจคเตอร์ ข้อดีคือกินไฟน้อยลง ภาพคมชัดขึ้น และรีไซเคิลง่ายกว่าหลอดไฟ แบบนี้ที่จะได้เห็นมากขึ้นในอนาคต” แผนการดำเนินงานส่วนหนึ่งที่บริษัทให้ความสำคัญคือ การดำเนินงานตามแนวคิดเศรษฐกิจาคาร์บอนต่ำ
“เราพยายามทำ upcycling เพราะเราผลิตขยะ ทุกวัน แต่คำถามคือเราจะเปลี่ยนขยะ ยังไงให้ออกมาเป็นผลิตภัณท์ หรือออกมาเป็นอย่างอื่นที่รีไซเคิลได้ ซึ่งทีมทำงานกำลังคิดหลายโปรเจกต์ที่ทำให้ขยะของเรา long last มากขึ้น” มากไปกว่านั้นยังให้ความสำคัญกับคนดูหนังทุกกลุ่ม โดยตั้งใจว่าอยากเป็น “service oriented” มีการออกแบบแพ็คเกจ “disability package” สำหรับผู้พิการ คือนอกจากดูหนังในราคาพิเศษแล้ว ยังมีคนคอยช่วยดูแลอำนวยความสะดวกให้เข้าไปดูหนังด้วย หรือแพ็กเกจที่ตอบโจทย์คล้ายกัน “SF+ senior package” คือการทำให้กับผู้สูงอายุมีโอกาสเข้ามาโรงหนังมากขึ้น โดยเสนอราคาและแพ็คเกจให้คนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ
ซอฟเพาเวอร์และอนาคตอุตสาหกรรมหนังไทย
ปัจจุบันธุรกิจโรงภาพยนตร์เปลี่ยนแปลงไปมาก ในมุมของเอสเอฟซีเนม่า มากกว่าแค่สิ่งที่ทำอยู่ ในอนาคตเราก็มองไปที่การพัฒนาระบบนิเวศน์ในอุตสาหกรรมภาพยนต์ที่จะเติมเต็มสิ่งที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็น การเปิดตัวค่ายหนัง และอื่นๆ เพราะเราเชื่อว่าการพัฒนา Ecosystem จะเป็นจุดคานงัด ที่จะช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศไทย ให้สามารถเป็นแรงส่ง “ซอฟท์เพาเวอร์” ในระดับโลก โดยกระดุมเม็ดแรกที่ต้องติดให้ถูก ที่ต้องเริ่มทำคือการพัฒนา “คน”
“จริงๆ ในระยะยาวของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ หรือแม้แต่นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ก็ตาม โจทย์คือ บ้านเรามีคนโคตรเก่งเยอะมาก มีผู้กำกับหนังระดับท็อป มีคนทำ CG ในหนังฮอลลีวูดหลายเรื่อง มีมืออาชีพเทพๆ หลายคน แต่ทำอย่างไรที่คนเหล่านี้จะสามารถขยายกำลังการผลิตหนัง ส่งออกวัฒนธรรมไปได้อีกเยอะ เพราะคอนเทนต์ของไทยมีแต่คนชอบ ซึ่งไม่ใช่แค่ซีรีส์วาย แต่หนังไทยอย่างหลานม่าก็มีคนชอบ ถ้าอุตสาหกรรมนี้มันขยาย โรงหนังก็ได้ประโยชน์ไปโดยปริยาย”
“ผมรู้สึกว่า foundation ของทุกอย่างคือเรื่องคน การสนับสนุนงบโฆษณา หรืองบอะไรก็ตาม ไม่สู้เท่าสร้างคนให้เก่ง ถ้ามีคอร์สเขียนบทหนังเก่งๆ แล้วทำให้คนเขียนบทในวงการจากที่มีแค่ 100 คน กลายเป็นมี 1,000 พันคน ซึ่งอาจจะไม่ใช่แค่หนัง แต่ไปเขียนซีรีส์ เขียนบทที่มีคุณภาพ ไม่ฉาบฉวย และคนรู้สึกอินเหมือนที่เกาหลีทำอยู่ทุกวันนี้ หนังไทยก็อาจจะกลายเป็นมินิฮอลลีวูดของฝั่งเซาท์อีสเอเชีย ก็เป็นไปได้ มันเป็นอนาคตที่เป็นไปได้” บอสกล่าวในที่สุด
ข้อคิด: คุณลักษณะผู้นำในยามวิกฤต
5 ข้อคิดที่ บอส – ภานุวัจน์ ทองร่มโพธิ์ ตกผลึกกับตัวเองถึง คุณลักษณะของผู้นำ ที่จะช่วยให้สามารถก้าวผ่านวิกฤต
- Adaptability การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคนที่ปรับตัวได้ คือคนที่อยู่ยาว ช่วงโควิดคือช่วงวัดใจคนอย่างเห็นได้ชัด สามารถเทิร์นคนได้ จากคนรวยเป็นคนจน จากคนจนเป็นคนรวย
- Empathy ความเห็นอกเห็นใจ ความเป็นมนุษย์สมัยนี้มีน้อยลง แต่ผมให้ความสำคัญกับเรื่องคนมาก ผู้บริหารทำอะไรไม่ได้ ถ้าไม่มีทีมที่แข็งแรง ถ้าเราไม่มีหัวใจ เหมือนเราคุยกับหุ่นยนต์ ความผูกพันไม่มี คนก็พร้อมจะ walk away
- Visionary หรือ vision thinking ผู้นำสมัยนี้ที่เก่งจริงๆ ไม่ได้มองแค่โควิด แต่ต้องมองไปอีก 10 ปีข้างหน้า ถูกผิดไม่รู้ แต่ต้องมองไกล ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมโรงหนัง อีก 5 ปี ข้างหน้าอาจจะไม่ได้เป็นแค่โรงหนัง อาจจะเป็นอย่างอื่น แต่โรงหนังอาจจะเป็น legacy หนึ่ง ที่ทำให้ต่อยอดไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ได้
- Inclusivity ความหลากหลาย ที่ไม่ใช่แค่เรื่องเพศ แต่ยังรวมถึงวัย หรือเชื้อชาติ ซึ่งจริงๆ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นตัวอย่างที่ดี ที่ในการหลักสูตรไม่ได้มีแค่คนไทย ต่อไปในอนาคตเราอาจจะไม่ได้ทำงานกับแค่คนไทย แต่ทำงานกับต่างชาติที่เขาอาจคิดไม่เหมือนเรา
- Resilience ความล้มลุกคลุกคลาน บางคนพอยิ่งอยู่สูง ล้มไม่เป็น แต่พอล้มแล้วไปต่อไม่ได้ key success สำคัญของผู้นำคือ ต้องล้ม ต้องกล้าล้ม แต่ต้องพร้อมลุก เพราะหลายคนไม่พร้อมจะล้ม แล้วก็ไม่อยากจะลุก นี้เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญมาก
บทสัมภาษณ์นี้สนับสนุนโดยหลักสูตร Connect+ Executive MBA หลักสูตร Executive MBA ใหม่จาก สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตร Executive MBA แห่งแรกในประเทศไทยที่มีรูปแบบการเรียนการสอนแบบไฮบริด โดยเรียนผ่านออนไลน์และออฟไลน์ นิสิตสามารถเรียนที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ และสามารถสร้างความสัมพันธ์และเครือข่ายได้ผ่านการพบหน้ากัน มีจุดเด่นของเนื้อหาที่เน้นธุรกิจและเครือข่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะเป็นพื้นที่สำคัญของภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจใหม่ในโลกอนาคต เรียนจบแล้วรับปริญญาโท หลักสูตรผู้บริหาร พร้อมพริวิเลจ Sasin Alumni สนใจพัฒนาศักยภาพผู้บริหารรุ่นใหม่ ติดต่อ [email protected] หรือ สมัครเรียน Connect+ Executive MBA ได้ที่ www.sasin.edu