ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก เป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแห่งที่ 39 และเป็นศูนย์แรกในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว การก่อตั้งศูนย์ฯ เปรียบเสมือนการเปิดประตูสู่ความเจริญให้กับชุมชนเลอตอ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ห่างไกลและมีปัญหาอุปสรรคมากมายในการดำรงชีวิต
เดิมทีบ้านเลอตอเป็นที่อยู่อาศัยของชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ โดยบริบทพื้นที่แห่งนี้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ต่ำ รายได้ไม่เพียงพอ การคมนาคมยากลำบาก และขาดระบบสาธารณสุขที่ดี อีกทั้งชาวบ้านยังพึ่งพาการปลูกฝิ่นเป็นอาชีพหลัก ซึ่งไม่เพียงแต่ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่ยังขัดต่อกฎหมายและนโยบายของประเทศ ที่มุ่งเน้นการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีระเบียบ

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิโครงการหลวง โดยศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอจึงได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมอาชีพที่หลากหลาย ทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร ซึ่งช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดการพึ่งพาการปลูกฝิ่น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาสาธารณูปโภคที่สำคัญ เช่น การสร้างถนนที่ทำให้การเดินทางสะดวกสบาย การติดตั้งระบบไฟฟ้าและการพัฒนาระบบคมนาคมที่ทันสมัย รวมถึงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ทำให้ชุมชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและโอกาสต่างๆ ได้มากขึ้น

บัญประชา ทองโชติ หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ
บัญประชา ทองโชติ หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ กล่าวว่า โครงการหลวงเลอตอได้ส่งเสริมอาชีพให้กับชาวบ้านเลอตอ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความรู้เรื่องการปลูกผักและไม้ผลหลากหลายชนิด เช่น เสาวรส เบอร์รี สตรอว์เบอร์รี พลับ อะโวคาโด และมะม่วง รวมถึงการปลูกพืชไร่อย่างถั่วแดงหลวง ถั่วดำ และกาแฟ เป็นต้น
“สิ่งที่สะท้อนผลสัมฤทธิ์ของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน การก่อตั้งโครงการหลวง ได้นำมาสู่การสร้างถนนที่ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น การเข้าถึงไฟฟ้าและระบบคมนาคมที่พัฒนา รวมถึงการเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตที่ทำให้ชุมชนห่างไกลแห่งนี้สามารถเชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้ดียิ่งขึ้น” หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ กล่าว
อีกหนึ่งความสำเร็จที่โดดเด่นของโครงการหลวงเลอตอ คือ ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกรมพัฒนาที่ดินโดยศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 6 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อย่างครบวงจรโดยการร่วมมือกันนี้ได้ช่วยจัดทำระบบโครงสร้างพื้นฐาน อันได้แก่ (1) จัดทำมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน อันเป็นการจัดระบบการปลูกพืชที่เหมาะสมบนพื้นที่ลาดชัน (2) จัดทำเส้นทางลำเลียงผลผลิตจากแปลงเกษตรกรสู่อาคารคัดบรรจุของศูนย์ในชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดความเสียหายของผลผลิต เพิ่มมูลค่าผลผลิต (3) จัดทำระบบส่งน้ำชลประทานเข้าสู่แปลงของเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้สำหรับเพาะปลูกได้ตลอดปี เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำ อันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และ (4) การวิเคราะห์ดิน การปรับปรุงบำรุงดิน และการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดินอย่างครบถ้วน ด้วยการสนับสนุนปูนโดโลไมต์ ในการปรับค่าความเป็นกรด-ด่างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช สนับสนุนปุ๋ยหมัก พด.1 น้ำหมัก พด.2 และ พด.7 เพื่อลดต้นทุนในการผลิตพืช ลดการใช้สารเคมีมุ่งสู่เกษตรอินทรีย์ช่วยให้พื้นที่เกษตรมีความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืน อีกทั้งยังมีการจัดการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ชุมชนสามารถสร้างรายได้จากการเกษตรได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง การผสานกำลังระหว่างหน่วยงานภาครัฐไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาพื้นที่การเกษตร แต่ยังสร้างความรู้และทักษะใหม่ๆ ให้กับชาวบ้านในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เป็นการสนองพระราชปณิธานในการพัฒนาพื้นที่ ให้มีความเจริญรุ่งเรืองและเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค

นายอรรถพันธ์ ศรีศุภโอฬาร ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง
นายอรรถพันธ์ ศรีศุภโอฬาร ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 6 กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวถึงบทบาทสำคัญของศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง ในการพัฒนาพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอว่า ตั้งแต่เริ่มต้นการดำเนินงานในปี 2559 ได้ร่วมมือกับมูลนิธิโครงการหลวงในการวางแผนและศึกษาสภาพพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นระบบ การสำรวจและออกแบบระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ การก่อสร้างเส้นทางลำเลียงภูเขาและระบบส่งน้ำชลประทาน รวมถึงการปรับปรุงดิน และการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินงาน “ในปี 2561 ได้จัดทำร่างแผนการใช้ที่ดิน โดยศึกษาสถานภาพทรัพยากรและลักษณะทางสังคมของพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการจัดทำแผนการใช้ที่ดิน และในปี 2562 ได้ดำเนินการสำรวจแปลงที่ทำกินของเกษตรกร เพื่อการจัดการที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับปี 2567 เรามีแผนที่จะจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพิ่มเติม รวมถึงการก่อสร้างระบบส่งน้ำชลประทานต่อเนื่อง
“ผลลัพธ์ของการดำเนินงานที่สำคัญ คือ ปัจจุบันไม่พบการปลูกฝิ่น และพื้นที่เขาหัวโล้นได้เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นพื้นที่สีเขียวที่อุดมสมบูรณ์ ชุมชนเลอตอได้พัฒนาอย่างสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความสำเร็จในการสืบสานและรักษาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน” อรรถพันธ์ กล่าว

เกษตรกรชาวปกาเกอะญอ
ผลสำเร็จของการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ ยังสะท้อนผ่านเสียงของ เกษตรกรชาวปกาเกอะญอ อีกว่า เดิมทีประกอบอาชีพทำไร่หมุนเวียนปลูกข้าวโพด ซึ่งเป็นงานที่ลงทุนเยอะแต่มีรายได้น้อย เนื่องจากค่าปุ๋ยและค่าสารเคมีมีราคาสูง แต่พอมีศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอเข้ามาสนับสนุนอาชีพให้ความรู้ จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาปลูกผักแทน เช่น ผักกวางตุ้ง คะน้าฮ่องกง ซึ่งมีระยะเวลาเก็บปลูกราว 25 วัน โตเร็ว รายได้ดีกว่าเดิมมาก นอกจากนั้นยังมีเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน ว่าที่ ร.ต. ธเนศ แซวหลี นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สังกัดศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 6 ได้เข้ามาช่วยดูแลเรื่องการวิเคราะห์ดิน การจัดการดินและน้ำให้ถึงแปลงเกษตร รวมถึงส่งเสริมเรื่องการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมัก ได้แก่ ปุ๋ยหมัก พด.1 ปุ๋ยน้ำหมัก พด.2 และน้ำหมักไล่แมลง พด.7 รวมถึงชีวภัณฑ์ป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช ได้แก่ พด. 14 (ไตรโคเดอร์มา) ซึ่งปุ๋ยของกรมพัฒนาที่ดินถือว่าใช้ดีมาก ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะทำจากเศษผักผลไม้ที่ตัดทิ้งออก เปลี่ยนมาทำปุ๋ย ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น มีรายได้ตลอดปี

“สิ่งที่สำคัญกว่ารายได้คือ ทุกวันนี้มีความสุขมากที่ได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวมากขึ้น จากเดิมที่ปลูกข้าวโพดแทบจะไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว พอหันมาปลูกผักก็มีเวลาร่วมกันมากขึ้น ตลอดจนมีสุขภาพที่แข็งแรงจากการหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีร่วมด้วย” เกษตรกรชาวปกาเกอะญอ ทิ้งท้าย
สามารถรับชมวิดิโอ: ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ได้ที่