โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) เป็นหนึ่งในกลุ่มอาการทางจิตเวชที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคที่สภาพแวดล้อมและสังคมเต็มไปด้วยแรงกดดันทั้งทางตรงและทางอ้อม ผู้ป่วยมักแสดงอาการที่เกี่ยวข้องกับความกลัวหรือความวิตกกังวลที่เกินความเป็นจริง ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและอาจพัฒนาไปสู่โรควิตกกังวลและซึมเศร้าหากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม เราจึงต้องศึกษาอาการวิตกกังวลอย่างละเอียด เพื่อหาทางรับมืออย่างเหมาะสม
โรควิตกกังวลคืออะไร? เข้าใจอาการผิดปกติทางอารมณ์ที่ไม่ควรมองข้าม
โรควิตกกังวล (Anxiety) คือ อาการทางจิตเวชที่หลายคนอาจเคยประสบพบเจอโดยไม่รู้ตัว เพราะอาการโรควิตกกังวล มักแสดงออกในหลายรูปแบบที่พบได้บ่อย คือ รู้สึกกลัว วิตกกังวล หรือหวาดระแวงเกินกว่าความเป็นจริง
อาการที่ผู้ป่วยโรควิตกกังวลเป็นอยู่นั้นจะไม่ใช่อาการที่เกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วคราว แต่เป็นอาการเครียดวิตกกังวลอยู่บ่อยครั้งและต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือนำไปสู่อาการทางจิตเวชประเภทอื่น ๆ ที่ร้ายแรงขึ้นได้
โรควิตกกังวลเกิดจากอะไร? เช็กสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความกังวลกลายเป็นโรค

แม้อาการวิตกกังวลจะเป็นอารมณ์พื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนเคยประสบพบเจอ แต่หากความรู้สึกนั้นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน นั่นก็อาจนับเป็นสัญญาณของโรค Anxiety ได้ ซึ่งความผิดปกตินี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของปัจจัยหลายด้านร่วมกัน ได้แก่
- พันธุกรรม
ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรควิตกกังวลหรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ อาจมีความเสี่ยงสูงต่อโรควิตกกังวล - ความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง
โดยเฉพาะเซโรโทนิน (Serotonin) และนอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) ซึ่งมีผลต่อการควบคุมอารมณ์ หรือ โดปามีน (Dopamine) และกรดแกมมา-อะมิโนบิวทิริก (Gamma-Aminobutyric acid หรือ GABA) ที่มีผลต่อการทำงานของสารสื่อประสาท อาจทำให้สมองทำงานได้ไม่เต็มที่ - ประสบการณ์ร้ายแรงในอดีต
การสูญเสียสิ่งสำคัญ การถูกละเลยความรู้สึก การถูกบังคับขู่เข็ญ การถูกทำร้ายร่างกาย หรือเคยประสบเหตุการณ์ที่ทำร้ายจิตใจในวัยเด็ก มักมีโอกาสก่อให้เกิดโรควิตกกังวลในภายหลังได้ - ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน
ความเครียดจากงาน ปัญหาความสัมพันธ์ทางสังคม ปัญหาครอบครัว หรือภาวะทางเศรษฐกิจย่ำแย่ เป็นต้น - ลักษณะนิสัยส่วนตัว
บางคนมีแนวโน้มเป็นคนขี้กังวล คิดมาก หรือคาดหวังกับตัวเองหนักเกินไป มักมีโอกาสนำไปสู่การเกิดโรควิตกกังวล
อาการของโรควิตกกังวล เช็กสัญญาณเตือนก่อนปัญหาลุกลาม!
โรควิตกกังวลมักมีอาการที่แสดงออกได้หลากหลาย ทั้งทางอารมณ์ จิตใจ และร่างกาย ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังเผชิญกับโรควิตกกังวล อาการจึงมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น สะสมไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน มาดูกันว่าอาการ Anxiety มีอะไรบ้าง
- ความรู้สึกกังวลหรือกลัวอย่างต่อเนื่อง แม้ไม่มีเหตุการณ์ใดมากระตุ้นอาการอย่างชัดเจน
- มีอาการที่แสดงออกทางกาย เช่น ใจสั่น เหงื่อออก มือสั่น หายใจเร็ว อึดอัด หรือแน่นหน้าอก
- มีอาการที่แสดงออกทางจิตใจ เช่น รู้สึกว่าตนเองควบคุมอะไรไม่ได้ ไม่สามารถแก้ปัญหาสถานการณ์ที่พบเจอได้ คิดมาก คิดวนเวียนไปมา หรือกลัวสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
- มีปัญหาการนอนหลับ หลับยาก นอนไม่สนิท หรือสะดุ้งตื่นบ่อย
- มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม ไม่อยากเผชิญหน้ากับสถานการณ์หรือผู้คนที่เคยทำให้รู้สึกมีอาการเครียดวิตกกังวล
วิธีรักษาโรควิตกกังวล ดูแลถูกวิธี คืนความสุขให้ชีวิต

แม้ว่าโรควิตกกังวลจะเป็นภาวะที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในหลายด้าน แต่โรค Anxiety นั้นก็สามารถรักษาได้ และยิ่งได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็ยิ่งมีโอกาสฟื้นฟูจิตใจให้กลับมาแข็งแรงได้เร็วขึ้น โดยสามารถทำได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน เช่น
- การทำจิตบำบัด (Psychotherapy) โดยเฉพาะวิธี CBT (Cognitive Behavioral Therapy) ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีจัดการกับความคิดเชิงลบและควบคุมอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น
- การใช้ยา ในบางรายที่มีอาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้ยากลุ่มต้านซึมเศร้า (กรณีมีความเสี่ยงต่อโรควิตกกังวลและซึมเศร้า) หรือยาคลายกังวล เพื่อควบคุมอาการในระยะเริ่มต้นให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย
- การดูแลสุขภาพในภาพรวม เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำ ฝึกสมาธิ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงปัจจัยหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดหรืออาการวิตกกังวล
- การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงการสร้างมุมมองเชิงบวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ฝึกทักษะในการรับมือกับปัญหาหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความเครียด และการเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันอย่างมีสติ
การดูแลตนเองหรือผู้ป่วยโรควิตกกังวล ทำอย่างไรได้บ้าง?
การดูแลผู้ที่เป็นโรควิตกกังวล ไม่ว่าจะเป็นตนเองหรือผู้ป่วยใกล้ตัว ล้วนต้องอาศัยความเข้าใจ ความอดทน และวิธีที่เหมาะสมในการรับมือ เพื่อช่วยให้ภาวะอารมณ์และจิตใจค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีแนวทางดูแลผู้ที่มีอาการโรควิตกกังวล ดังนี้
- รับฟังอย่างไม่ตัดสิน หลีกเลี่ยงการพูดว่า “อย่าคิดมาก” หรือ “แค่นี้เอง” เพราะผู้ที่มี อาการวิตกกังวลเครียด ต้องการพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ในการระบายความเครียด ความวิตก หรือความเศร้าในใจ
- สนับสนุนให้พบผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ หากผู้ป่วยมีอาการต่อเนื่อง เช่น อาการวิตกกังวลกลัว, นอนไม่หลับ หรือใจสั่น ควรแนะนำให้เข้ารับการวินิจฉัยจากแพทย์เพื่อประเมินว่ามีโอกาสเป็นโรควิตกกังวลรุนแรงหรือไม่
- ดูแลร่างกายควบคู่ไปกับจิตใจ นอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ล้วนมีผลให้ Anxiety อาการลดลงได้จริง
- ส่งเสริมกิจกรรมที่ผ่อนคลายความเครียด เช่น การฝึกสมาธิ การฝึกลมหายใจ หรือการทำกิจกรรมที่ชอบ เป็นวิธีหนึ่งในการดูแลตนเองหากรู้สึกว่าเป็นโรควิตกกังวล
- ให้ความรู้เรื่องโรคอย่างถูกต้อง เนื่องจากการเข้าใจว่าโรควิตกกังวลคือภาวะทางจิตใจที่รักษาได้ จะช่วยลดการกดดันตัวเองและเพิ่มกำลังใจในการเข้ารับการรักษามากขึ้น
- ไม่บังคับให้ “หาย” อย่างรวดเร็ว เพราะการฟื้นตัวจากโรควิตกกังวลนั้นต้องใช้เวลา การเร่งรัด คาดคั้น กดดัน หรือจำกัดกรอบเวลา อาจยิ่งสร้างความเครียดและความรู้สึกผิดให้กับผู้ป่วยได้
โรควิตกกังวล ต้องเข้าใจอาการเพื่อก้าวข้ามปัญหาให้สุขภาพจิตดีขึ้น!
โรควิตกกังวล (Anxiety) เป็นภาวะทางจิตใจที่มีอาการชัดเจนและหลากหลายรูปแบบ เช่น ความกลัว วิตกกังวลเกินเหตุ หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย ซึ่งมักจะมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน และอาจเกิดร่วมกับอาการเครียดวิตกกังวล ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันจนอาจนำไปสู่การเป็นโรควิตกกังวลซึมเศร้าได้
แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่โรคขี้กังวลจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งจากแพทย์และการดูแลตนเองร่วมด้วย เพราะโรควิตกกังวลนั้นสามารถรักษาให้หายได้ เพียงแค่ศึกษาและทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมามีสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
หากกำลังมองหาคำปรึกษาเกี่ยวกับอาการวิตกกังวล เครียด หรือมีข้อสงสัยว่าโรควิตกกังวลรักษาที่ไหนได้บ้าง เราขอแนะนำ BeDee ที่พร้อมดูแลทุกขั้นตอน ผ่านการพูดคุยปรึกษาแพทย์ออนไลน์ได้ง่าย ๆ ไม่ต้องรอคิวนาน รักษาความเป็นส่วนตัว สะดวกทุกที่ทุกเวลา ดาวน์โหลดเลย!