สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ แถลงความสำเร็จการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นสมอง รักษาโรคทูเร็ตต์สำเร็จเป็นรายแรกของประเทศ คืนชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วย ชูความเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางโรคสมองและระบบประสาทไขสันหลังของรัฐ ฉลองครบรอบก่อตั้งครบ 68 ปี
ผู้ป่วย ‘โรคทูเร็ตต์’ (Tourette) ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจ เนื่องจากทูเร็ตต์เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการเคลื่อนไหว มักเกิดขึ้นตั้งแต่เด็กวัยเรียน ผู้ป่วยบางรายอาการดีขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แต่ผู้ป่วยบางส่วนยังคงหลงเหลืออาการเหล่านั้น ทำให้เกิดความยากลำบากในการดำรงชีวิตประจำวัน เนื่องจากผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งได้ ไม่สามารถควบคุมการเปล่งเสียง หรือแม้แต่ถ้อยคำได้ ส่งผลต่อการเรียน และการประกอบสัมมาอาชีพ
ในบางรายความผิดปกติของการเคลื่อนไหวอาจอยู่ที่การขยับใบหน้าเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งจะเรียกว่า โรคติกส์ (TICS) ซึ่งเป็นโรคในกลุ่มการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น กะพริบตา ยักคิ้ว แสยะยิ้ม พยักหน้า ยักไหล่ กระโดด หรือมีอาการกระตุกตามส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ควบคุมไม่ได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมาในรูปแบบการกระแอม พูดซ้ำ พูดเลียนแบบ หรือพูดคำหยาบคาย ฯลฯ แต่หากผู้ป่วยมีอาการแสดงทั้งการเคลื่อนไหว และการส่งสียงผิดปกติจะเรียกว่า โรคทูเร็ตต์ ที่ผ่านมาผู้ป่วยโรคทูเร็ตต์จะได้รับการรักษาด้วยยาในกลุ่มยาจิตเวช เพื่อบรรเทาอาการ แต่ในรายที่มีอาการรุนแรงมักจะไม่ได้ผล
และเป็นเรื่องน่ายินดีของประเทศไทย เมื่อผู้ป่วย ‘โรคทูเร็ตต์’ รายหนึ่ง (นายตฤณ เลี้ยงสกุล หรือน้องเต็นท์ ผู้ป่วยจาก จ.ตรัง) เสมือนได้ชีวิตใหม่อีกครั้ง โดย สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ โรงพยาบาลเฉพาะทางโรคสมองและระบบประสาทไขสันหลังของรัฐ ได้ทำการรักษาความผิดปกติของการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยโรคทูเร็ตต์ โดยทีมแพทย์สถาบันประสาทวิทยา ได้เริ่มให้การรักษาด้วยการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึกเป็นรายแรก เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา หลังการผ่าตัดผู้ป่วยไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้เกิดความผิดปกติทางระบบประสาทอื่น อาการเคลื่อนไหวและเปล่งเสียงผิดปกติน้อยลง และจากการติดตามอาการ พร้อมทั้งปรับกระแสไฟฟ้ากระตุ้นสมองตลอดระยะเวลา 2 เดือน ผู้ป่วยมีอาการนิ่งขึ้น อาการเคลื่อนไหวผิดปกติลดลง เกือบ 70%

(นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน อธิบดีกรมการแพทย์ )
นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวในงานแถลงความสำเร็จของสถาบันประสาทวิทยา ในการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นสมองรักษาโรคทูเร็ตต์สำเร็จเป็นรายแรก เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2568 ว่า รู้สึกภาคภูมิใจกับสถาบันประสาทวิทยาและทีมงานแพทย์ ตนเองในฐานะจิตแพทย์ได้เคยศึกษาโรคนี้มาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว รู้ว่าเป็นโรคที่ยาก สถาบันประสาทวิทยาแสดงศักยภาพทางการแพทย์ไทยให้เห็นว่า เราสามารถช่วยเหลือทุกคนได้ และหนึ่งชีวิตนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะเคสในลักษณะนี้ยังมีอยู่ในสังคมจำนวนมาก
“ในฐานะกรมการแพทย์ซึ่งมีสถาบันประสาทวิทยา และโชคดีที่ทางสถาบันไปพบกับน้องเต็นท์ ซึ่งได้รับการผ่าตัดโดยใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าเข้าไปในชั้นสมอง ทางศัลยแพทย์ด้านระบบประสาทก็ได้ทำหน้าที่นี้และเห็นผลว่าน้องที่ยืนตรงนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก คุณแม่ก็ดูมีความสุข สิ่งเหล่านี้ต้องใช้ทั้งทักษะ เครื่องมือ และวิธีการดูแล ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณทางท่านผู้อำนวยการ ท่านรองอธิบดี และทางแพทย์ที่ดูแลน้อง ทำให้ชีวิตของคนคนหนึ่งกลับคืนมาได้ปกติ และอย่างที่บอกว่าต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ต้องมีทั้งเคส ทั้งเครื่องมือ และศัลยแพทย์ที่เก่งด้วย ขณะเดียวกันเรื่องของเครื่องมือก็มีการพัฒนาที่ดีขึ้น โดยการใช้เครื่องกระตุ้นเข้าไปที่ชั้นลึกของสมอง ซึ่งมีราคาแพง ในรายหนึ่งมีราคาเกือบล้านบาท
“ปีนี้ก็เป็นจังหวะที่ดี ในฐานะที่เป็นหน่วยงานทางด้านวิชาการและการวิจัยจึงจัดแถลงข่าวขึ้นมา เพราะยังมีคนที่ทุกข์ร้อนจากโรคนี้อีกหลายพัน หลายหมื่น ถ้าวันนี้สามารถช่วยเหลือคนอื่นๆ ที่เห็นน้องเต็นท์ ซึ่งได้ขออนุญาตและน้องเองก็พร้อมที่จะเปิดเผยตัวเองเพื่อช่วยคนอื่นๆ ด้วย ก็จะทำให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่ทางสถาบันประสาทวิทยาทำมา มีผลกระทบต่อคนที่ยังเป็นทุกข์ด้านนี้อยู่ ถึงแม้ ณ ตอนนี้สิทธิประโยชน์ยังไม่สามารถที่จะดูแลได้ อย่างน้อยได้เก็บเคส ทำการวิจัย หาข้อมูลค่าใช้จ่าย และประเมินดูว่าสักเท่าไรถึงจะทำให้ครอบครัวที่มีทุกข์อย่างนี้อยู่ในประเทศไทยเหมาะสมเพียงพอ เพราะฉะนั้นการตั้งกองทุนขึ้นมาที่เกิดขึ้นจากกองทุนใหญ่ๆ ก็สามารถที่จะมาช่วยชีวิตเหล่านี้ได้เหมือนกับโรคอื่นๆ ที่เป็นโรคหายาก ซึ่งเราก็ยังพยายามที่จะช่วยเหลือพวกเขาอยู่ด้วย ซึ่งตอนนี้จำนวนทูเร็ตต์ ซินโดรมก็ยังมีอยู่ ประมาณ 60-80 รายต่อปี ส่วนใหญ่รักษาด้วยยาและปรับพฤติกรรม ที่สำคัญคือการดูแลของครอบครัว ให้ครอบครัวยอมรับและผลักดันให้เข้าสู่สังคมเร็วที่สุด” อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าว
นอกจากนี้ อธิบดีกรมการแพทย์ยังเผยด้วยว่า ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดรักษาครั้งนี้ ทางสถาบันประสาทวิทยาและมูลนิธิฯ จะช่วยสนับสนุนให้ เนื่องจากเป็นการรักษาที่สิทธิต่างๆ ยังเข้าไม่ถึง โดยยังมีเคสอยู่อีกประมาณ 0.5 – 1% จากประชากรทั้งหมด จำนวนราวๆ 7 แสนคน และมี 10% ที่อาการหนัก จึงอยากขอความร่วมมือให้ทุกคนช่วยตามหาเคสต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ที่ยังไม่ถูกค้นพบอีกจำนวนมาก จากการประชาสัมพันธ์ในวันนี้ ในขณะเดียวกัน หากใครมีกำลังทรัพย์ที่จะช่วยเหลือก็สามารถบริจาคช่วยได้ หมอก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดแก่คนไข้ ผู้บริหารก็จะเตรียมเครื่องมือให้ ทางกองทุนมูลนิธิก็จะนำเงินมาใช้กับผู้ป่วย เพื่อให้พวกเขาได้รับชีวิตใหม่ อย่างเคสนี้ คุณแม่เองก็ทุกข์มา 10 กว่าปีแล้ว แต่วันนี้ก็ยิ้มแย้มได้อีกครั้ง จึงอยากจะให้พี่น้องประชาชนที่มีลูกหลานลักษณะนี้ ได้ยิ้มเหมือนกับคุณแม่ด้วย

(ว่าที่ ร.ต.ท.หญิง พญ.นภา ศิริวิวัฒนากุล ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา)
ทางด้าน ว่าที่ ร.ต.ท.หญิง พญ.นภา ศิริวิวัฒนากุล ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถาบันประสาทวิทยาจะดำเนินการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยกลุ่มที่มีความผิดปกติด้านการเคลื่อนไหว ที่มีข้อบ่งชี้และความจำเป็นต้องฝังเครื่องกระตุ้นสมอง โดยตั้งเป้าหมายปีละ 10 ราย และยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการวินิจฉัยและรักษาโรคสมองและระบบประสาทอื่นๆ ให้ทันสมัยและทัดเทียมต่างประเทศ
“โรคที่สิทธิต่างๆ ยังเข้าไม่ถึง เคสที่เก็บก็ต้องเป็นระดับหนึ่งร้อยขึ้นไป แล้วก็มีการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ออกมา อย่างเคสของน้องเต็นท์นี้ คนไข้โรคทูเร็ตต์อาจจะไม่เยอะ แต่ถ้าเราทำได้คนนึงก็จะเห็นว่า เราสร้างคนที่กลับมามีคุณภาพให้กับประเทศไทยได้ เราอาจจะเก็บสัก 10 กว่าเคส จากนั้นก็เริ่มกระทุ้งให้ทาง สปสช.เห็นว่ามีวิธีนี้ในการรักษา แล้วประโยชน์ที่ได้รับเป็นอย่างนี้ ใครที่ไม่รู้ว่าโรคทูเร็ตต์ต้องรักษายังไง หรือถ้าเจอเคสที่เป็น ก็ติดต่อมาที่สถาบันประสาทฯ ได้ เพราะนอกจากช่วยเพิ่มประสบการณ์ของอาจารย์ที่ผ่าตัดแล้ว เราจะได้มีจำนวนเคสที่สามารถรวบรวมส่งข้อมูลต่อในการขอสิทธิต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ผู้ป่วยต่อไปได้” ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา ให้ข้อมูล

นพ.ธีรเดช ศรีกิจวิไลกุล นายแพทย์เชี่ยวชาญ ศัลยกรรมระบบประสาทและสมอง สถาบันประสาทวิทยา หัวหน้าทีมผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึก รักษา ‘โรคทูเร็ตต์’ สำเร็จรายแรกของประเทศ กล่าวว่า เคสนี้ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 5-6 ชั่วโมง แต่ก่อนผ่ามีการประชุมกับแพทย์หลายท่านและหลายสาขา เพราะมีตำแหน่งในสมองหลายจุด แต่ในที่สุดก็ลงความเห็นกันว่าจะใส่ตำแหน่งนี้ในสมอง ซึ่งน่าจะได้ผลดีสำหรับผู้ป่วยรายนี้ มีหมอหลายสาขาเข้ามาร่วมในการผ่าตัด เพราะต้องใช้การแปรผลหลายอย่าง
“สำหรับเคสนี้จะหายถาวรไหม ขอเรียกว่าหลังผ่าตัดมีอาการดีขึ้นดีกว่า เพราะเหมือนกับทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ไม่ได้ไปรักษาที่ตัวโรค หมายถึงว่าไปปรับคลื่นไฟฟ้าในสมองให้ควบคุมการเคลื่อนไหวของเขาดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น คืออาจจะมีอาการอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็ดีกว่าเดิม ในรายนี้มีการฝังแบตเตอรี เป็นชนิดที่ชาร์จแบตฯ ได้ ใช้ได้ประมาณ 10 ปี พอครบก็มาเปลี่ยน จะมีไวเลสชาร์จอยู่ข้างนอก ข้อควรระวังคือผู้ป่วยต้องไม่ออกแรงเยอะ เพราะมีสายอยู่ในตัว อาจเกิดการหักได้ รวมถึงต้องระวังคลื่นไฟฟ้าแรงสูง สนามแม่เหล็ก เป็นต้น ส่วนเทคนิคในการรักษาทูเร็ตต์ในทั้งโลก ส่วนใหญ่ถ้าการผ่าตัดก็จะมีการใส่เครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึก แต่จำนวนเคสที่ผ่าตัดก็ยังไม่มากเหมือนพาร์กินสัน บางรายก็ได้ผล บางรายก็ไม่ได้ผล และตำแหน่งที่ใส่ก็มีหลายตำแหน่ง ในรายงานของต่างประเทศก็ยังไม่มาก จึงเป็นเหตุที่เราต้องหาเคสเข้ามาเยอะๆ เพื่อยืนยันและเป็นข้อมูล” นพ.ธีรเดช อธิบาย
นางอภิสรา เลี้ยงสกุล คุณแม่ของ นายตฤณ เลี้ยงสกุล หรือ น้องเต็นท์ ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคทูเร็ตต์จาก จ.ตรัง ที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึก จากสถาบันประสาทวิทยาเป็นรายแรก กล่าวอย่างตื้นตันใจว่า ที่ผ่านมาน้องเต็นท์ใช้ชีวิตลำบากมาก ไม่เคยได้ทานข้าวร่วมกัน ทานข้าวข้างนอกก็ไม่ได้ เพราะน้องมีอาการกระตุกตลอดเวลาและส่งเสียงดัง อย่างถ้านั่งก็จะปัดแก้วน้ำหล่นแตก จะดื่มน้ำด้วยแก้วก็ไม่ได้ เพราะเคยกัดจนแก้วแตกบาดปากมาแล้ว การได้รับการผ่าตัดครั้งนี้เหมือนให้ชีวิตใหม่กับลูกของตน สามารถใช้ชีวิตในสังคมอย่างคนปกติได้

นางอภิสรา เลี้ยงสกุล คุณแม่, นายตฤณ เลี้ยงสกุล หรือ น้องเต็นท์ (2 คนกลาง)
ด้าน นายตฤณ เลี้ยงสกุล หรือ น้องเต็นท์ ผู้ป่วยโรคทูเร็ตต์ที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด กล่าวว่า ในวันที่ทราบว่าคุณหมอที่สถาบันประสาทฯ จะผ่าตัดให้ ตนรู้สึกว่ามันเป็นโอกาสที่ต้องคว้าไว้ พร้อมแนะนำผู้ป่วยโรคทูเร็ตต์ด้วยว่า คนที่พบว่าตัวเองเป็นโรคนี้ส่วนใหญ่จะต่อต้านและไม่ยอมรับ ขั้นแรกก็คือการเปิดใจยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นก่อน แล้วสิ่งรอบตัวจะดีขึ้น ต้องอธิบายให้คนอื่นเข้าใจถึงสิ่งที่เราเป็น อย่าเก็บไว้ เพราะถ้าเก็บไว้ คิดอยู่คนเดียว อาจกลายเป็นคิดไปเองทั้งๆ ที่เขาไม่ได้คิดอะไร ก็ต้องเล่าให้เขาฟัง ต้องอธิบายให้เขารู้ว่าโรคนี้มีอยู่จริง และเราเป็นผู้ที่ประสบภัยกับโรคนี้จริงๆ
“ผมก็ไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง แต่ผมก็ไม่มีอะไรต้องเสียแล้ว เลยตัดสินใจลองเข้าโปรแกรมผ่าตัด หลังจากฟื้นขึ้นมาก็มีอาการที่ดีขึ้น ถือว่าคุ้มค่ากับสิ่งที่ตัดสินใจไป รู้สึกว่าทำอะไรในสิ่งที่คนธรรมดาทำได้ง่ายๆ ได้มากขึ้น เช่น ใช้แก้ว ปั่นจักรยาน เข้าไปในสถานที่ที่มีคนเยอะๆ ได้มากขึ้น เหมือนว่าความวิตกกังวลมันลดลง แล้วก็มีความรู้สึกว่าเป็นคนปกติมากขึ้น” นายตฤณทิ้งท้าย
นับเป็นความสำเร็จของทีมแพทย์สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ และประเทศไทย ที่สามารถให้การรักษาผู้ป่วยโรคที่มีความยุ่งยากซับซ้อน ให้มีอาการดีขึ้นได้เป็นรายแรก สมกับปณิธานของกรมการแพทย์ที่ว่า ทำดีที่สุด เพื่อทุกชีวิต
ทั้งนี้ สถาบันประสาทวิทยา จะครบรอบ 68 ปี ในวันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม 2568 จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม ผ่าน 4 กิจกรรม ได้แก่ 1. กิจกรรม ชัก…อยากจะวิ่ง ปีที่ 6 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ เวลา 05.30 น. 2. กิจกรรม ร้อยเรื่องจริงสมอง เพื่อตรวจสอบและเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง 3. กิจกรรม Brain Boost Concert ณ โรงละคร เลอทานา บางพลี เวลา 18.00 น. และกิจกรรมที่ 4 Care and Share เชิญชวนประชาชนสนับสนุนมูลนิธิสนับสนุนสถาบันประสาทวิทยา เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ และสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของสถาบันประสาทวิทยา โดยจะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี 2 เท่า
ผู้สนใจร่วมกิจกรรมครบรอบ 68 ปี สถาบันประสาทวิทยา สามารถติดตามข้อมูลการสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ทาง Facebook สถาบันประสาทวิทยา หรือ โทร. 0-2354-6118