เกมฟาดแข้ง นัดชิงชนะเลิศฟุตบอล ซีเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่ สนามเสนายัน กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2540 (ค.ศ.1997) หรือเมื่อ 22 ปีก่อน เริ่มแข่งขันในเวลา 18.30 น. เวลาท้องถิ่นนั้นตรงกับเวลาไทยพอดี

แฟนบอลเจ้าภาพนับแสนคนแอดอัดยัดทะนานเข้าชมเพื่อเชียร์ทีมขวัญใจตนเอง ความกว้างใหญ่ของเสนายัน หรือ “เกอโลราบุงการ์โน” นั้น หากขึ้นไปบนอัฒจันทร์ด้านบนสุด มองลงมาแทบจะเห็นนักฟุตบอลในสนามตัวเท่าก้านไม้ขีด ยิ่งมีผู้ชมเต็มความจุเสียงกระหึ่มคนดูสำเนียงอิเหนาสมัยนั้นชวนให้ขนลุกน่าดู คิดแล้วพลอยให้ห่วงนักเตะไทย 11 ชีวิตในสังเวียนแข้งยามนั้นไม่น้อย หากสมาธิไม่ดี ใจไม่นิ่งพออาจมีท้อถอดใจแกว่งได้เหมือนกัน..??
เกาะติดข่าวกีฬา แค่กดติดตาม ไลน์@ข่าวสดกีฬา ที่นี่
![]()
ทว่าเมื่อเกมฟาดแข้งผ่านไปได้ครึ่งชั่วโมงพอดี “เจ้าแบดบอย” ชายชาญ เขียวเสน ที่ได้ลงเล่นเป็นกองหน้าตัวจริง กลับยิงประตูให้ทีมชาติไทยขึ้นนำเฉย 1-0 ประตู บรรยากาศรอบๆสนามนับแต่วินาทีนั้น อื้อฮือ มาคุน่าดู เพราะแฟนๆชาวกะเร็งดำยิ่งทำท่าไม่พอใจ แถมมีการขว้างปาก้อนหินลงมาในสนาม โดนแขน “เจ้าโอ่ง”ดุสิต เฉลิมแสน “เจ้าดำเล็ก”กฤษดา เพี้ยนดิษฐ์ ลงไปนอนบิดโอดโอยกันตรงมุมธง ฟ้องกรรมการให้เห็นใจ แต่ดูเหมือนจะยิ่งเป็นการยั่วยุฮูลิแกนแดนอิเหนาให้ฮึ่มฮั่มคำรามใส่มากขึ้น จนครบ 45 นาทีแรก นักเตะสองทีมเดินลงอุโมงค์ใต้พื้นสนามเข้าสู่ห้องพัก

ตัวผมเอง ซึ่งเป็นนักข่าวใส่เสื้อกั๊กสวมทับเสื้อกองเชียร์ทีมชาติอินโด (แต่ด้านในใส่เสื้อทีมชาติไทยแนบไว้ในหัวใจ) พักเบรกการทำหน้าที่สื่อ ด้วยการปีนขึ้นไปนั่งพักบนราวกั้นขอบเวทีหันหน้าออกไปด้านหน้าสนาม ฉับพลันก็โดนมือดีจากบนอัฒจันทร์ขว้างถุงน้ำ (จนป่านนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เป็นถุงน้ำดื่ม หรือปัสสาวะ) เขวี้ยงลงมาโดนกลางหลังเข้าเต็มๆ “คุณบุ๋ม” อนุมัติ เวชประเสริฐสุข นักข่าวไอทีวี รุ่นพี่ ซึ่งอยู่ใกล้ๆยืนอยู่ด้านหน้าหันไปทางคนดู จึงรีบตะโกนบอกในทันที “เฮ้ย มันขว้าง มันขว้าง ระวัง !!” และโดยไม่ต้องรอให้เตือนย้ำ ตัวสอดสร้อยพร้อมเพื่อนๆสื่อนักข่าวช่างภาพที่ยืนกันเป็นกลุ่มก็แตกฮือ บางส่วนวิ่งหนีมุดลงไปในอุโมงค์ซึ่งเป็นห้องพักนักกีฬา อีกส่วนก็รีบวิ่งหนีเข้าไปในสนามแข่ง เพราะจะทำให้แฟนบอลอันธพาลไม่สามารถขว้างปาได้ถึงด้วยความกว้างใหญ่ของสนามอันมโหฬาร

การจลาจลเริ่มบานปลายเมื่อแฟนบอลฮูลิแกนเริ่มขย่มใส่รั้วลูกกรง และจุดไฟเผาเก้าอี้ขึ้นในสนาม เจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาการ ทั้งคอมมานโด นำรถหุ้มเกราะ 2 คัน พร้อมรถดับเพลิงเข้ามาระงับเหตุ เจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งใช้ไม้กระบองทุบตีไปที่ อันธพาลผู้ก่อเหตุมีการยื้อยุดฉุดกระชาก ท่ามกลางเสียงฮือไม่พอใจของแฟนบอลนับแสน ภายในห้องนักกีฬาทีมชาติไทย มีการเจรจาเคร่งเครียด ทาง”บิ๊กแป๊ะ”ถิรชัย วุฒิธรรม ผจก.ทีม และเจ้าหน้าที่ของไทย จะไม่ยอมแข่งขันต่อในช่วงครึ่งหลัง สถานการณ์ยิ่งอึมครึมเข้าขั้นวิกฤติ ฝ่ายไทยยืนกรานหัวเด็ดตีนขาดจะไม่ออกไปแข่งต่อ จนสุดท้ายฝ่ายเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขันแบมือยื่นไพ่ตาย
“งั้นถ้ายูไม่ออกไปแข่งให้จบ ไอก็ไม่รับรองความปลอดภัย..??” ท้ายสุดนักเตะไทยจึงแสดงสปิริตลงสนามไปทำภารกิจต่อให้จบ หลังจากกินเวลาล่าช้านานร่วมชั่วโมง สัญญาณถ่ายทอดไปเมืองไทยก็ถูกตัดหายไปในช่วงนั้น เมื่อนักบอลไทยออกมาแข่งขันต่อ เพียงแค่ต้นครึ่งหลัง ถึงนาที 48 ดวิ ยูลียันโต้ คูร์เนียวาน ศูนย์หน้าดาวดังขวัญใจเจ้าถิ่น ผู้เคยเดินทางมาแข่งตั้งแต่ ซีเกมส์ ครั้งที่ 18 ที่เมืองไทย ทำให้สาวเชียงใหม่เลซองถึงร้องไห้น้ำตาซึมมาแล้ว กลับแผลงฤทธิ์ยิงประตูตีเสมอเป็น 1-1
บรรยากาศยิ่งมาคุจุดประกายให้อินโดมีพลังขึ้นมาอีกครั้ง วัชรพงษ์ สมจิตร นายทวารทีมชาติไทยโดนเศษหินขว้างเข้าที่ขาลงไปนอนกองอีกครั้ง กระตุ้นความบ้าคลั่งของพวกบ้าบอลให้สะใจกระพือขึ้นอีก จนนักเตะอินโดฯเองต้องเข้ามายกมือขอร้องแฟนบอลตัวเอง หลังเกมดำเนินต่อไป แต่สกอร์ยังคงเดิมเมื่อครบ 90 นาทีเต็ม

ตามกฏต้องต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที “เดอะ ตุ๊ก”ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ศูนย์หน้าดาวซัลโวตลอดกาล รุ่นเก๋าจึงได้ลงสนามเป็นตัวสำรองของตัวสำรองแทนที่ “อัลเฟรด” เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์ ที่ได้ลงไปเล่นในช่วงครึ่งหลังก่อนครบ 90 นาทีก่อนหน้านั้น เรียกว่าเป็นการแก้เกมภายใต้สถานการณ์ที่กดดันเกือบจะเข้าขั้นวิกฤตเต็มที เพราะผู้เล่นไทยเริ่มป้อแป้ประกอบกับเสียงเชียร์ข่มขวัญกระหึ่มอย่างน่ากลัวรอบสนาม ทว่าทีมไทยก็สามารถยันเกมไว้ได้จนครบ 120 นาทีเต็ม ด้วยสกอร์เดิม 1-1 ประตู ต้องฏีกาชี้ชะตาตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ
ตัว “สอดสร้อย” เองสารภาพแม้จะหวาดตัวกลัวตาย แต่ในวินาทีนั้นอยากลุ้นระทึกกับภาพเหตุการณ์ที่จะเป็นเสี้ยวหนึ่งในประวัติศาสตร์ ยอมเสี่ยงวิ่งขึ้นไปบนอัฒจันทร์คนดูเพื่อให้เห็นบรรยากาศในสนามให้ชัดตา ส่วนหนึ่งที่ใจกล้าก็เพราะตัวสวมเสื้อทีมชาติอินโดฯซึ่งซื้อด้านหน้าสนามแข่งก่อนเข้าไปเชียร์ แม้แฟนบอลสุภาพสตรีรุ่นคุณแม่จะมีน้ำใจเขยิบที่เชิญให้นั่งข้างๆด้วยคิดว่าเป็นแฟนบอลชาติเดียวกัน แต่สอดสร้อยเองปฏิเสธด้วยการส่ายหน้ายิ้มรับแล้วนั่งลงตรงบันไดทางเดินแทน ด้วยความสะดวกแก่เส้นทางหนีทีไล่ที่อาจโดนสหบาทาได้ดื้อๆ
ขณะที่ในสนาม “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เริ่มรับหน้าที่สังหารจุดโทษคนแรก และนำร่องให้ทีมชาติไทยขึ้นนำก่อน 1-0 อาจิ ซานโตโซ ยิงตีเสมอเป็น 1-1 ,กฤษดา เพี้ยนดิษฐ์ ยิงหนีเป็น 2-1 ฟาชิรี่ ฮูไซนี่ ตีเสมอเป็น 2-2 ตามด้วย “เจ้าแบน”ตะวัน ศรีปาน ซัดเสยใต้คานนำอีกครั้งเป็น 3-2 ทว่า รอนนี่ วาเบีย ตัวสำรองอินโดฯยิงพลาดข้ามคาน และเป็นโอกาสของ “เจ้าโอ่ง” ดุสิต เฉลิมแสน ยิงเลียดเล่นทางหนีห่างเป็น 4-2 ก่อน ฮุสซัน นาวาวี่ จะกลายเป็นแพะรับบาป หวดบอลพลาดเหินข้ามคานฝันร้ายไปตลอดกาลชั่วชีวิต เมื่อทำให้ ทีมชาติไทย กลายเป็นผู้พิชิตด้วยชัยชนะ 4-2 คว้าแชมป์ฟุตบอลซีเกมส์ เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน
ณ วินาทีนั้น ด้วยอารามดีใจจนลืมตัว “สอดสร้อย” กระโดดลุกขึ้นวิ่งพรวดพราดลงไปในสนามโผเข้าไปที่ม้านั่งสำรองทีมชาติไทย กอดคอดีใจกับ อัลเฟรด เนติพงษ์ เป็นคนแรก และในไม่กี่นาทีต่อมา วัชรพงศ์ สมจิตร นายทวารคนเก่งก็ถอด “ถุงมือนัดประวัติศาสตร์” เป็นของฝากที่ระลึกให้แก่สอดสร้อย ในฐานะที่ร่วมติดตามทำข่าวกันอย่างใกล้ชิดมาตลอดทัวร์นาเม้นต์ ภาพแห่งความลิงโลดดีใจของนักเตะทีมชาติไทย ตลอดจนทีมงานและสื่อมวลชน ในค่ำคืนวันนั้น ซึ่งกินเวลายาวนานตั้งแต่เริ่มเตะหกโมงครึ่งช่วงเย็น ล่วงเลยมาจนถึงเวลาสามทุ่มครึ่ง จบสิ้นลงด้วยความผิดหวังของเจ้าภาพ แต่เป็นภาพประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำที่ไม่มีวันลืมเลือนของคนไทย และนักข่าวพิราบแก่อย่างสอดสร้อย ไปตลอดกาล
จากวันนั้น ล่วงเลยมาถึงวันนี้ ในวันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2562 นี้ ทีมชาติไทย จะลงสนามฟาดแข้งกับ อินโดนีเซีย ประเดิมแมตช์แรก ในซีเกมส์ ครั้งที่ 30 ที่ ฟิลิปปินส์ เป็นเจ้าภาพ เชิญชวนพี่น้องชาวไทยทั้งประเทศ เปิดช่อง 7 สี HD เวลา 15.00 น. ส่งกำลังใจเชียร์ ขุนพลช้างศึก ย้ำชัยกันอีกครั้งให้เหมือนกับรุ่นพี่ในประวัติศาสตร์ เมื่อ 22 ปีที่ผ่านมา สวัสดี