ปรากฏการณ์ “โลกเดือด” ไม่ใช่วาทกรรมเตือนภัยที่ไกลตัวอีกต่อไป สภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างสุดขั้วและอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่พุ่งสูงขึ้น ล้วนเป็นผลพวงมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในหลากหลายภาคส่วน ซ้ำร้ายปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม ยังกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานที่รุนแรงขึ้น
การเร่งหาทางออกด้านพลังงานที่มั่นคง ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องตัดสินใจ
ทำความรู้จักโรงไฟฟ้า SMR
SMR ย่อมาจาก Small Modular Reactor หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ เป็นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์รูปแบบใหม่ที่ทั่วโลกจับตามอง เพราะเป็นพลังงานสะอาดที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง จุดเด่นสำคัญที่สุดซ่อนอยู่ในตัวอักษร M ที่ย่อมาจากคำว่าโมดูลาร์ – Modular ซึ่งหมายถึง การออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ให้มีขนาดเล็กลงแล้วบรรจุเป็นโมดูล ซึ่งสามารถควบคุมคุณภาพการผลิตและทดสอบความปลอดภัยเบ็ดเสร็จจากโรงงานผู้ผลิต จากนั้นจึงขนย้ายด้วยรถไฟหรือรถบรรทุกเพื่อนำไปประกอบติดตั้งในพื้นที่โรงไฟฟ้า ทำให้ใช้เวลาก่อสร้างโรงไฟฟ้าเหลือเพียงประมาณ 3 – 4 ปี เท่านั้น
โรงไฟฟ้า SMR มีกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 300 เมกะวัตต์ (MWe) ทำให้จากเดิมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบทั่วไปซึ่งเคยใช้พื้นที่นับ 1,000 ไร่ เมื่อเป็นโรงไฟฟ้า SMR ขนาดเล็กใช้พื้นที่เหลือเพียงประมาณ 100 ไร่ ลดลงกว่าเดิมถึง 10 เท่า แต่ยังคงประสิทธิภาพการผลิตได้ดีเยี่ยม อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นในการลงทุน ผู้ลงทุนสามารถเลือกที่จะทยอยสร้างทีละโมดูลได้ หากความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่เพิ่มขึ้นก็เพียงแค่สั่งโมดูลที่สองหรือสามมาติดตั้งเพิ่มเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องทุ่มเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่มหาศาลในคราวเดียว
ส่วนหลักการทำงานของโรงไฟฟ้า SMR เหมือนกับหม้อต้มน้ำในระบบปิดที่ใช้พลังงานความร้อนมหาศาลจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชันต้มน้ำให้เดือดจนกลายเป็นไอน้ำแรงดันสูงเพื่อหมุนกังหันผลิตกระแสไฟฟ้า โดยกระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้โดยไม่มีการเผาไหม้ จึงไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือฝุ่น PM 2.5 ออกสู่ชั้นบรรยากาศ นับเป็นพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แก่นแท้ของโรงไฟฟ้า SMR คือ การยกระดับความปลอดภัยที่สูงขึ้น ตั้งแต่การออกแบบโดยลดความซับซ้อนของระบบ รวมอุปกรณ์สำคัญไว้ภายในโมดูล จึงช่วยลดการใช้ปั๊ม จำนวนท่อและข้อต่อต่าง ๆ ทำให้อุบัติเหตุลดลง ส่วนระบบความปลอดภัยแบบ Passive Safety ซึ่งเป็นระบบที่อาศัยหลักธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ไม่ต้องใช้ปั๊มน้ำ และไม่ต้องใช้มนุษย์คอยสั่งการ หากเกิดเหตุฉุกเฉินรุนแรงอย่างแผ่นดินไหวหรือไฟดับ ระบบจะทำงานโดยอัตโนมัติทันที แท่งควบคุมจะตกลงสู่แกนปฏิกรณ์ด้วยแรงโน้มถ่วงของโลกเพื่อตัดปฏิกิริยาลูกโซ่และหยุดการทำงานโดยสมบูรณ์ รวมถึงมีระบบป้องกันรังสีรั่วไหลหลายชั้น
พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าบ้านเราเป็นอย่างไร ?
จากข้อมูลสถิติการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานพบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของระบบหรือพีกไฟฟ้าของปี 2569 เกิดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 20.50 น. สะท้อนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของคนไทยที่เปลี่ยนไป โดยในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา พีกไฟฟ้าย้ายมาอยู่ในช่วงเวลากลางคืน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่กำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) หายไป และการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงกลางคืน ทำให้ระบบไฟฟ้าหลักซึ่งส่วนใหญ่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระในการผลิตไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงลิบในยามค่ำคืน
คำถามสำคัญ คือ เราจะก้าวข้ามจุดนี้ได้อย่างไร ในเมื่อพลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลมแม้จะสะอาดแต่ก็ไม่มีความเสถียร ส่วนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่จ่ายไฟได้เสถียรตลอด 24 ชั่วโมง ก็มีความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลก ประเทศไทยจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการพลังงานหลักรูปแบบใหม่ที่เป็นพลังงานสะอาดและมีความมั่นคงจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง
โรงไฟฟ้า SMR จึงกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกพลังงานสะอาดแห่งอนาคตที่น่าสนใจ เพราะสามารถผลิตไฟฟ้าในปริมาณมากได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่แข่งขันได้ เนื่องจากใช้เชื้อเพลิงน้อย และราคาเชื้อเพลิงไม่ผันผวนเหมือนก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน
ดังนั้นการที่เราทุกคนได้รู้จักและเข้าใจว่าโรงไฟฟ้า SMR คืออะไรด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนรอบด้าน จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางด้านพลังงานที่ทรงพลัง สะอาด และยั่งยืนให้กับประเทศไทยต่อไป