นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า สถานการณ์โลกปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ฟื้นตัวช้า สงครามการค้า ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และกฎเกณฑ์และโอกาสใหม่ๆ จากเทรนด์รักษ์โลก อย่าง ภาษีคาร์บอน ส่งผลให้ทิศทางอนาคตในระยะ 2-5 ปี จะมีความผันผวนมากขึ้น

ดังนั้นทุกธุรกิจของเอสซีจีจึงเดินหน้าปรับตัว และปรับกลยุทธ์ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมลดคาร์บอนไดออกไซด์ ตามแนวทางอินคลูซีฟ กรีน โกรว์ (Inclusive Green Growth) เพื่อสร้างความสามารถการแข่งขันระยะยาว ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเอสซีจีปรับตัวเรื่องคาร์บอนต่ำ และเริ่มเห็นผล

โดยวางงบประมาณการลงทุนปี 2568-2573 ไว้ปีละ 40,000 ล้านบาท หรือ งบลงทุนรวมที่ 2 แสนล้านบาท เน้นการลงทุนในธุรกิจเคมีคอลส์ และเอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ จากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเอสซีจีได้ลงทุนไปปีละ 65,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ การลงทุนใน 5 ปีข้างหน้าจะเป็นการคุมเข้มในการลงทุน ลดเงินหมุนเวียนในธุรกิจลง 10-15% และมุ่งเน้นในธุรกิจที่มีศักยภาพ ปิดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร เอสซีจีจะหมุนทรัพยากรและกำลังคนมาโฟกัสในธุรกิจที่มีโอกาสเติบโต ครึ่งแรกของปี มีเงินสดคงเหลือ 78,907 ล้านบาท

เอสซีจีจะติดตามสถานการณ์ไทยและโลกทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ภูมิศาสตร์ สังคม สิ่งแวดล้อม เพราะต่างส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน และมองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตประมาณ 2-3% โดยจะนำทั้งหมดมาวิเคราะห์ล่วงหน้า จัดทำแผนที่เหมาะสมกับแต่ละจังหวะ และนำมาใช้ปรับตัวอย่างทันท่วงทีให้ธุรกิจดำเนินต่อเนื่องและมั่นคงในระยะ 5 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ในปีหน้ามองว่ากลุ่มวัสดุก่อสร้าง มีแนวทางที่ดี ในขณะที่ตลาดต่างประเทศ อย่าง เวียดนาม และอินโดนีเซีย ไปได้ดี ส่วนธุรกิจแพ็กเกจจิ้งก็น่าจะกลับมา

แต่ที่ต้องระวังคือ ธุรกิจเคมีคอลส์ จากสถานการณ์อุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกปีนี้ยังไม่ฟื้นตัว และต้องเหนื่อยไปสักพัก แต่อย่างน้อยภาพรวมน่าจะโตได้ 10%ในปีหน้า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน