สสส.-ทช.-มูลนิธิอันดามัน สานพลัง ลุยแก้ปัญหาแหล่งท่องเที่ยวจมกองขยะ ประกาศ “ปฏิญญาเกาะลันตา” จัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง เล็งเก็บภาษีพลาสติก หวังลดปัญหา มุ่งสู่ “Lanta Go Green” ต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ พร้อมชูนวัตกรรม BMON ติดอาวุธชาวบ้าน ร่วมป้องกัน “การกัดเซาะชายฝั่ง” ครั้งแรกของไทย
เมื่อเร็วๆนี้ ที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา จ.กระบี่ ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.ชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภาคีเครือข่ายลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม
ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานโครงการวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการกัดเซาะชายฝั่ง และโครงการลดภัยสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากขยะพลาสติกในระบบนิเวศทะเล
ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า ชายฝั่งทะเลไทย 3,151 กม. ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งถึง 1 ใน 4 ส่งผลกระทบทั้งด้านระบบนิเวศเศรษฐกิจสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชนจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาที่ถูกวิธีจำเป็นต้องมีฐานข้อมูลชายหาดที่มีความถูกต้อง
มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการทางธรรมชาติของชายหาดความสมดุลชายฝั่งทะเลและวิธีป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งดังนั้นประชาชนในพื้นที่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจึงต้องได้รับความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องติดตามข้อมูลชายหาดด้วยตนเองเพื่อนำใช้ในการตัดสินใจเลือกวิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะที่ถูกต้องและเหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ
“กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงร่วมกับ สสส. เครือข่ายชุมชนชายฝั่งทั้ง 24 จังหวัด และเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเลทั่วประเทศกว่า 880 คน พัฒนากลไกบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมทางทะเล สอดรับนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในท้องถิ่น ช่วยกันสอดส่องดูแลระบบนิเวศทางทะเล ตั้งแต่ชายฝั่งทะเล ป่าชายเลน และท้องทะเล รวมถึงการทำลายปะการัง หญ้าทะเล สัตว์ทะเลหายากเกยตื้น การทำประมงผิดกฎหมาย บุกรุกตัดไม้ป่าชายเลน และการจัดการขยะทะเล” ดร.ปิ่นสักก์ กล่าว
ดร.ชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญกับการลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทางเน้นสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนรวมถึงการจัดการทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง
สสส. จึงได้สานพลังภาคีเครือข่าย พัฒนานวัตกรรม “เครื่องวัดความลึกน้ำทะเลชายฝั่ง” อย่างง่าย ที่ใช้วัสดุท่อ PVC ให้คนในพื้นที่สามารถใช้งานด้วยตนเอง และเรียนรู้ระบบตรวจวัดรูปตัดชายหาดด้วยเทคโนโลยี BEACH MONITORING (BMON) ที่เป็นฐานข้อมูลการเปลี่ยนแปลงชายหาด ถือเป็นครั้งแรกของไทยที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตามหลักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science) ทำให้ชุมชนในพื้นที่เกิดความรู้ ความเข้าใจ สร้างความตื่นตัวถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการกัดเซาะชายฝั่ง เรียนรู้ต่อการปรับตัวต่อภัยคุกคามได้อย่างถูกต้อง
“สำหรับปัญหาขยะทะเล ไทยเป็นประเทศที่มีขยะรั่วไหลลงสู่ทะเลติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก โดยเฉพาะพลาสติกและโฟม เมื่อขยะลงสู่ทะเลแล้วจะแตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ เรียกว่า ไมโครพลาสติก ปนเปื้อนเข้าสู่ระบบนิเวศ รวมถึงห่วงโซ่อาหารทะเล ย้อนกลับมาสู่ผู้บริโภค ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ขณะนี้ สสส. อยู่ระหว่างพัฒนาร่างกฎหมายว่าด้วยผลิตภัณฑ์จากพลาสติก นำเอาระบบการลดภาษีมาสร้างแรงจูงใจผู้ประกอบการ เช่น ผลิตพลาสติกที่รีไซเคิล ผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ จะได้รับการลดภาษี ขณะที่ภาษีที่เก็บได้จะคืนสู่ท้องถิ่น เพื่อพัฒนาระบบจัดการขยะ จัดทำบ่อขยะให้ได้มาตรฐานต่อไป” ดร.ชาติวุฒิ กล่าว
นายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิอันดามัน และผู้รับผิดชอบโครงการลดภัยสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากขยะพลาสติกในระบบนิเวศทะเล สนับสนุนโดย สสส. กล่าวว่า ไทยมีปริมาณขยะทะเลชายฝั่งกว่า 10 ล้านตัน ในจำนวนนี้ 2.8 ล้านตันไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง
มูลนิธิอันดามัน ร่วมกับ สสส. และคนในพื้นที่ อ.เกาะลันตา 3 พื้นที่ ประกาศปฏิญญาเดินหน้าสู่การเป็นลันตา โก กรีน (Lanta Go Green) หรือท่องเที่ยวสีเขียว กำหนดให้ภาคธุรกิจมีระบบจัดการขยะภายใน ตั้งแต่ลดการใช้พลาสติกในแบบครั้งเดียวทิ้ง งดใช้โฟม 100% และปัญหาใหญ่อย่างขยะอาหารที่มีปริมาณมากแต่การระบายสู่ภาคเกษตรน้อยภาคธุรกิจเครือข่ายโรงแรมสีเขียวนำเศษอาหารไปทำปุ๋ยหมักบำรุงต้นไม้ในโรงแรม
รวมถึงมีระบบจัดการเก็บขยะหาดหน้าโรงแรม 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และจัดตั้งชมรมผู้ประกอบการรีไซเคิล เริ่มเปลี่ยนจากถึงขยะทึบมาเป็นถังขยะแบบตาข่าย ทำให้เกิดการแยกขยะ นำขยะรีไซเคิลไปขาย เป็นการสร้างทัศนียภาพที่สวยงามอีกด้วย
“Lanta Go Green ถือเป็นต้นแบบสร้างการเปลี่ยนแปลง สู่ทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ มุ่งสร้างพื้นที่การท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายทรัพยากร แบ่งปันรายได้ไปสู่ชุมชน อ.เกาะลันตา ถือเป็น 1 ใน 3 พื้นที่ต้นแบบในกลุ่มทะเลอันดามัน แหล่งท่องเที่ยวคุณภาพที่มีการจัดการขยะอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ เชื่อมโยงระหว่าง จ.ภูเก็ต พังงา และตรัง มีนักท่องเที่ยวกว่า 1.2 ล้านคน สร้างรายได้ 2 แสนล้านบาทต่อปี” นายภาคภูมิ กล่าว






