อธิการบดี มรภ.นครราชสีมา เปิดสาเหตุ เด็กหนีสาย วิทย์-ฟู้ดไซน์ เนื่องจากไม่มีหลักประกันได้งานที่คุ้มคา ชี้ค่านิยมรับราชการมาแรงทำยอดลด
วันที่ 20 พ.ย.2568 นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)นครราชสีมา ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมรภ. เปิดเผยว่า จากกรณีที่ นายศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์กลุ่มสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและอาหาร อยู่ในช่วงวิกฤตเนื่องจากมีผู้เรียนลดลงจนมรภ.บางแห่งเริ่มมีการพิจารณาปิดสาขาวิชาดังกล่าวนั้น
ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นปัญหานี้ก็จะเกิดขึ้นในกลุ่มมรภ.ขนาดเล็กที่มีจำนวนเด็กเข้าเรียนน้อยลงในภาพรวม แต่ในส่วนของมรภ.ขนาดใหญ่ เช่น มรภ.นครราชสีมา สาขาเหล่านี้ยังมีคนเข้ามาเรียนอยู่และมีจำนวนผู้สมัครเกินเป้าที่ตั้งไว้ แต่เนื่องจากว่ามรภ.ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็กดังนั้นในภาพรวมก็เป็นไปตามที่ทางปลัดอว.ได้ออกมาเปิดเผย
“ทั้งนี้ผมมองว่าสาขาวิชาที่วิกฤตหนักกว่าการเกษตรและอาหาร หรือ ฟู้ดไซน์ คือ สาขาวิทยาศาสตร์ เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ซึ่งเป็นปัญหาในขั้นวิกฤตของทุกมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มมรภ.เพียงอย่างเดียว แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยของรัฐสาขาวิชาเหล่านี้ก็ยังมียอดผู้เรียนที่น้อยกว่าปกติ
ซึ่งสาเหตุที่ทำให้สาขาวิชาประเภทวิทยาศาสตร์และฟู้ดไซน์มีผู้เรียนน้อยปัจจัยสำคัญมาจากค่านิยมของเด็กส่วนใหญ่ในประเทศที่อยากเรียนสาขาวิชาที่มีความยากไม่มาก และสามารถนำไปประกอบอาชีพที่เป็นข้าราชการได้ เช่น ครู รัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ เป็นต้น”นายอดิศร กล่าว
นายอดิศร กล่าวต่อว่า สาขาวิชาเหล่านี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะ เรียนได้ง่ายกว่าสาขาวิทยาศาสตร์รวมไปถึงมีโอกาสที่จะรับราชการหรือเข้าไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งสร้างความมั่นคงในชีวิตได้
แต่หากเทียบกับสาขาวิทยาศาสตร์และฟู้ดไซน์จะพบว่า โอกาสในการเข้ารับราชการมีน้อยกว่ามาก โดยเฉพาะสาขาวิทยาศาสตร์ที่ในปัจจุบันยังไม่มีระบบในการสนับสนุนให้เด็กที่จบมามีงานทำคุ้มค่ากับความยากของการเรียนสาขาเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐบาล เอกชน หรือ อุตสาหกรรมต่างๆในประเทศ ยังไม่มีการจ้างงานที่ตอบโจทย์กับผู้ที่เรียนสายนี้
“นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรจะเข้ามาร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการภาคส่วนอื่นๆ เพื่อหาช่องทางให้เด็กที่จบสาขาเหล่านี้มีงานที่มั่นคงทำ หรือหากเด็กมีความโดดเด่นอย่างมากก็ควรจะมีช่องทางให้สามารถขึ้นเป็นผู้ประกอบการได้เอง
รัฐบาลควรจะลงทุนเพื่อรองรับสิ่งเหล่านี้จึงจะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริงซึ่งจะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ตรงตามเทรนด์ของโลก ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับสิ่งที่ปลัดอว.ได้กล่าวไว้ในเรื่องการให้ทุนการศึกษา การทำบูทแคมป์ เรื่องเกษตรและอาหาร ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อสร้างแรงจูงใจซึ่งเป็นแนวคิดที่ดีอย่างมาก” นายอดิศร กล่าว
นายอดิศร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้การพัฒนาทักษะความสามารถในการเรียนการสอนของครู อาจารย์ จะต้องทำควบคู่ไปกับสถานประกอบการ ซึ่งมีองค์ความรู้และบุคลากรที่มีความสามารถอยู่ในหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วประเทศ รัฐบาลควรจะทำให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่เป็นเพียงหน้าที่ของอว.เพียงอย่างเดียว
เพื่อทำให้เกิดเป็นระบบที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียน เป็นหลักประกันว่าเรียนจบไปแล้วจะมีงานทำ มีรายได้ที่มั่นคง แต่ถ้ายังไม่มีหลักประกันเหมือนในปัจจุบันเด็กก็ไม่ตัดสินใจเข้ามาเรียนอย่างแน่นอน
“ในส่วนของมรภ.เองก็ได้มีการปรับตัวโดยการพูดคุยและทำความร่วมมือกับสถานประกอบการและบริษัทใหญ่ๆที่มีความต้องการบุคลากรในสายนี้ เพื่อประคับประครองให้สาขาวิชาเหล่านี้ยังดำรงอยู่ต่อไปได้ แต่ถ้ารัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือได้ตามแนวทางที่ผมได้กล่าวไป ผมก็มั่นใจว่าจะเกิดเป็นระบบที่พัฒนาระบบเศรษฐกิจด้วยท้องถิ่น ตามที่ทางปลัดอว.ได้กล่าวไว้อย่างแน่นอน”นายอดิศร กล่าว