ชวนรู้จัก โรคแก้มแดง ติดเชื้อไวรัส parvovirus B19 อาการที่ควรรู้ หลังระบาดที่ญี่ปุ่น เด็กเดินทางกลับ มีโอกาสติดเชื้อ

การเดินทางเที่ยวต่างประเทศช่วงหน้าหนาวเป็นหนึ่งในเช็กลิสต์ที่หลาย ๆ คนตั้งหน้าตั้งตารอ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น แต่หากเดินทางพร้อมเด็กเล็กควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

ก่อนหน้านี้ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา ประกาศเตือนการแพร่ระบาดโรคฟิฟธ์ (Fifth disease) เกิดจากการติดเชื้อไวรัส parvovirus B19 (Erythema Infectiosum) โดยผู้ป่วยจะมีอาการแก้มแดงเหมือนแอปเปิล ทำให้รู้จักในญี่ปุ่นว่า โรคแอปเปิ้ล (ริงโกะเบียว) หรือโรคแก้มแดง

นพ.เอี๋ยน จวิ้นอวี่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็ก เตือนว่า ช่วงนี้มีเด็กที่กลับมาจากญี่ปุ่นแล้วมีอาการ “แก้มแดงเหมือนโดนตบ” เพิ่มมากขึ้น ที่ญี่ปุ่นกำลังมีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ทำให้เด็กที่เดินทางกลับมาอาจมีโอกาสแสดงอาการได้มากขึ้นเช่นกัน

หลังการติดเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายหวัด ปวดเมื่อยตามร่างกาย และมีผื่นแดงขึ้นที่แก้มและบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เชื้อไวรัสแพร่ระบาดผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจาม สัมผัสใกล้ชิด และมักพบการแพร่ระบาดในเด็กอายุ 5 – 15 ปี

ช่วงแพร่เชื้อมากที่สุด: 1 สัปดาห์ก่อนหน้าที่แก้มจะเริ่มแดง (เมื่อเริ่มมีผื่นแล้วกลับติดเชื้อยากลง) โดยมี 3 ระยะอาการสำคัญ

  • ระยะก่อนออกผื่น (1–2 วัน) ได้แก่ มีไข้ต่ำ ๆ ปวดหัว เจ็บคอ และอ่อนเพลีย คล้ายเป็นหวัด
  • ระยะผื่น ได้แก่ แก้มแดงสด 1–4 วันถัดมา มีผื่นแบบตาข่าย (lacy rash) ที่แขนและลำตัว แต่มักไม่คัน ไม่เจ็บ
  • ระยะผื่นเป็น ๆ หาย ๆ (2–4 สัปดาห์) ผื่นชัดขึ้นเมื่อออกกำลังกาย โดนแดด อาบน้ำอุ่น หรืออารมณ์เปลี่ยนแปลง
  • การดูแลคือ ทานยาลดไข้เมื่อจำเป็น พักผ่อน ดื่มน้ำมาก ๆ

แม้ว่าร่างกายจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันและรักษาอาการให้หายได้เองใน 1 – 3 สัปดาห์ ผู้ติดเชื้อควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ตั้งครรภ์ เนื่องจากเชื้อไวรัสอาจทำให้เกิดการแท้งและความผิดปกติของทารก ทั้งนี้ สามารถป้องกันได้โดยรักษาสุขอนามัย ล้างมือเป็นประจำ สวมหน้ากากอนามัย หากมีอาการเจ็บป่วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน