ดร.การดี ผ่าวงจรน้ำท่วม ไทยเจอฝนใหม่ แต่ยังใช้ระบบเก่า รัฐมีข้อมูลมหาศาล แต่กลับต้องวิ่งตามปัญหา น้ำยังอยู่ 5-10 วัน เผย 6 โมเดลที่ควรเกิดขึ้น แนะตั้ง “Digital Disaster Command Center” นำร่องสงขลาจังหวัดแรก

วันที่ 25 พ.ย.68 นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตามภารกิจ โพสต์บทวิเคราะห์วิกฤตอุทกภัยภาคใต้ ทางเฟซบุ๊ก karndee.leopairote โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่รุนแรงกว่า “น้ำท่วมใหญ่” ปี 2553 และชี้ว่าสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนไปเร็วกว่าโครงสร้างการบริหารจัดการของรัฐมาก โดยมีข้อความว่า Data + Real-Time Analytic + Effective Execution = โครงสร้างที่ช่วยชีวิตได้จริง

นางการดี ระบุว่า ภัยน้ำท่วมปีนี้สะท้อนความจริงที่เราเลี่ยงไม่ได้ สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนไปเร็วกว่าโครงสร้างการบริหารจัดการของรัฐมาก ปี 2551 เราเรียกว่า “น้ำท่วมเล็ก” ปี 2553 กลายเป็น “น้ำท่วมใหญ่” ปี 2568 เรากำลังเผชิญสถานการณ์ที่รุนแรงกว่า ทั้งระยะเวลาฝนที่ยาวขึ้น ปริมาณน้ำที่มากกว่า และพื้นที่ได้รับผลกระทบที่ขยายกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ภาพที่หลายคนไม่ลืมในปี 2553 กำลังย้อนกลับมา แต่ปีนี้ น้ำมาเร็ว เดินทางแรง และระบายไม่ทัน จากฝนหลายระลอกที่ซ้อนทับกัน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ “1 องศา” มีผลให้ปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นถึง 7% ข้อมูลจากอาจารย์เสรี ศุภราทิตย์ ชี้ชัดว่า “วันนี้คือจุดสูงสุด” แต่ระดับน้ำยังจะทรงตัวต่ออีก 5–10 วัน สำหรับชุมชนที่ถูกตัดขาดเพียงวันเดียวก็หนักหนาแล้ว หลายพื้นที่กำลังเผชิญ หนึ่งวันที่ยาวนานกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ ในนาทีแบบนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เข้าถึงคนเปราะบางให้เร็ว อพยพทันเวลา และดูแลให้ถึงมือ

นางการดี ระบุว่า ประเทศไทยเจอฝนแบบใหม่ แต่ยังใช้ระบบแบบเก่า หน่วยงานรัฐมีข้อมูลมหาศาล ทั้งระดับน้ำ ภูมิอากาศ แผนที่เสี่ยงภัย ดาวเทียม การคาดการณ์ เครื่องวัด IoT รวมถึงรายงานจากชุมชน แต่ข้อมูลยัง “กระจัดกระจาย” อยู่ในหลายหน่วยงาน ไม่มารวมกันเป็นภาพเดียวที่ช่วยตัดสินใจได้ทันที ถ้าข้อมูลอยู่กันคนละที่ การสั่งการก็ต้องวิ่งตามปัญหา แทนที่จะวิ่งนำหน้าเหตุการณ์ นี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยต้องเอาจริง กับ Digital Disaster Warroom ที่ผสานข้อมูล วิเคราะห์ สั่งการเป็นระบบเดียวกัน

เมื่อข้อมูลถูกรวมเป็นภาพเดียว เราจะช่วยเร็วขึ้นหลายชั่วโมง โดยโมเดลที่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่วันนี้ คือ1. GIS Real-time Platform ที่เห็นทุกอย่างบนแผนที่เดียว พื้นที่เสี่ยง เส้นทางอพยพ จุดที่คนติดค้าง พื้นที่เข้าถึงไม่ได้ เห็นได้ทันที เหมือนมองเมืองทั้งเมืองอยู่ในมือ 2. Dashboard กลางระดับจังหวัดและชาติ
ผู้ว่าฯ, ศูนย์บัญชาการ, ปภ., กระทรวงดีอี ต้องเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน เรียลไทม์ ไม่ต้องรอรายงานกระดาษหรือไลน์กลุ่มจากพื้นที่ ประกอบด้วย ระดับน้ำ ปริมาณฝน การอพยพ ความต้องการในพื้นที่ เส้นทางคมนาคม อุปกรณ์พร้อมใช้งาน ความเสี่ยงเฉพาะจุด

3. ดาวเทียม + IoT Sensor + AI Predictive Model คาดการณ์ล่วงหน้าได้เป็นรายตำบล รายลุ่มน้ำ (เคยทำต้นแบบที่เขาใหญ่แล้ว และได้ผลดีมาก) 4. โดรนสำรวจ โดรนขนส่ง Mobile War Room ช่วยเข้าถึงพื้นที่ที่รถเข้าไม่ได้ เพื่อดูแลคนเจ็บ คนติดค้าง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก 5.ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติแบบเจาะพื้นที่ ส่งผ่าน SMS แอป โซเชียลฯ เตือนเป็นรายหมู่บ้าน ไม่ใช่ระดับจังหวัด และ 6. ระบบ Ticketing เพื่องานช่วยเหลือไม่ตกหล่น เหมือน Traffy Fondue แต่เป็นเวอร์ชัน “ภาวะฉุกเฉิน” เช็กสถานะงาน ใครรับเคสแล้ว ใครกำลังไป เพื่อลดความล่าช้าที่ทำให้ประชาชนเสี่ยงชีวิตโดยไม่จำเป็น

นางการดีระบุว่า นี่คือระบบที่หลายบริษัทไทยมีศักยภาพทำได้ ไม่ใช่อนาคตไกลเกินเอื้อม แต่เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ซึ่งวงจรเดิมที่ไทยต้องหลุดพ้นให้ได้ วันที่น้ำท่วม ทุกคนต้องการระบบ วันที่น้ำลด ระบบถูกลืม นี่คือ “วงจรหลงลืม” ที่ทำให้ประเทศไทยไม่เคยมีระบบบริหารภัยพิบัติที่ยั่งยืนตามมาตรฐานโลกเสียที เราไม่ควรปล่อยให้ความสนใจของสังคมตกลงพร้อมระดับน้ำเพราะสภาพอากาศโลกจะรุนแรงขึ้นทุกปี ซึ่งงานเดิมความตั้งใจพวกเราตอนอยู่เอกชน ร่วมกับ ดร.เสรี + ESRI Thailand + FutureTalesLab พวกเราตั้งใจดีแต่ฝันสลาย พอไปคุยกับหน่วยงานรัฐ อยากได้ แต่ต้องจ่ายใต้โต๊ะ สุดท้ายเราต้องกราบลา ถ้าวันนี้เรานับหนึ่งกันใหม่ได้

นางการดี ระบุว่า มีข้อเสนอเชิงนโยบายที่ควรทำทันที จากน้ำท่วมหาดใหญ่ สู่โจทย์ระดับประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมรับมือกับเหตุการณ์แบบปี 2568 ที่จะเกิดขึ้นซ้ำอีกแน่นอน นี่คือสิ่งที่ควรเริ่มทันทีคือ ข้อเสนอที่ 1. ตั้ง “Digital Disaster Command Center” ในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)เป็นหน่วยงานแกนกลาง ศูนย์นี้ต้องรวมข้อมูลจากทุกหน่วย ทั้ง ปภ. ชลประทาน อุตุฯ ท้องถิ่น ภาคเอกชน ใช้ Data Standard เดียวกัน ทำงาน 24/7 มีอำนาจเชื่อมต่อข้อมูลข้ามหน่วยงาน นี่คือสมองกลาง ของประเทศในภาวะวิกฤต

2. สร้าง “ระบบดิจิทัลระดับจังหวัด” สำหรับผู้ว่าฯ ทุกคน ผู้ว่าฯ ต้องสั่งการด้วยข้อมูลจริง ไม่ต้องรอ “ท่านผู้ใหญ่ลงพื้นที่” โดยมี Dashboard กลางที่เชื่อมกับศูนย์กลางของประเทศ หาดใหญ่ สงขลา ควรเป็น Pilot จังหวัดแรกของไทย 3.พัฒนา Community Data Volunteers ชุมชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ให้คนในพื้นที่ร่วมแจ้งเหตุ วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน และเชื่อมกับระบบส่วนกลาง เพื่อให้ข้อมูลจากพื้นที่ “เร็วกว่า” น้ำที่กำลังมา และ4. สร้างกฎหมาย Data Governance สำหรับภัยพิบัติ ไม่ใช่กฎหมายควบคุม แต่เป็นกฎหมาย “เปิดทาง” ให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลรัฐ–เอกชน–ชุมชน ทำได้ รวดเร็ว ถูกต้อง และมีมาตรฐาน

“เมื่อฝนเปลี่ยน น้ำเปลี่ยน โลกเปลี่ยน ระบบต้องเปลี่ยน ปีนี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย” แต่คือสัญญาณเตือนครั้งสำคัญที่สุด ว่าประเทศไทยต้องมีระบบดิจิทัลด้านภัยพิบัติที่ดีพอสำหรับโลกยุคสภาพอากาศสุดขั้ว ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องหาดใหญ่–สงขลา และทุกจังหวัดที่กำลังเผชิญความยากลำบาก เราทุกคนอยากเห็นวันหนึ่งที่ข้อมูลดี ระบบดี การทำงานดี จะช่วยปกป้องชีวิตคนไทยได้จริง และจะเป็นการดีที่ประชาชนทุกคนจะเชื่อได้อย่างเต็มใจว่า ประเทศไทยดีกว่านี้ได้ค่ะ”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน