เล่านาทีช่วยเหลือ ชาวบ้านกว่า 50 ชีวิตทั้งคนแก่เด็ก และคนป่วยลอยคอ หนีน้ำท่วมหาดใหญ่ อพยพขึ้นมาบนรถไฟ เผยเรื่องลี้ลับ
วันที่ 2 ธ.ค. 2568 ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายสุทธิศักดิ์ พลจร อายุ 26 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดใจกับ ‘ข่าวสดออนไลน์’ หลังจากเปิดบ้านของตัวเองให้ชาวบ้านกว่า 50 คน มาอาศัยหลบน้ำก่อนที่จะช่วยกันอพยพทั้งหมด ไปอยู่บนรถไฟ เพื่อเอาชีวิตรอด เชื่อว่าถ้าหากไม่มีรถไฟขบวนนี้ก็อาจจะมีคนเสียชีวิตในบ้านได้
นายสุทธิศักดิ์ กล่าวว่า ตอนที่น้ำเยอะมีคนอพยพมาอยู่ในบ้านตนประมาณ 46 คน ซึ่ง ในตอนนั้นหลายคนหนีน้ำขึ้นมาบนรางรถไฟเพราะคิดว่ามันน่าจะไม่ท่วมเนื่องจากปี 2554 ตรงนี้ไม่เคยท่วมเลย แต่ปรากฏว่าปีนี้ น้ำมันขึ้นมาถึงบนรางรถไฟ ตนเปิดบ้านชั้น 2 ให้คนอยู่ มีทั้งคนแก่เด็ก และคนป่วย ซึ่งในตอนนั้นน้ำเข้ามาในบ้าน ชั้น 2 ประมาณหัวเข่า
เราทั้งหมดก็ยืนแช่น้ำกันทั้งคืน จนกระทั่ง ตี 3 คนในบ้านเห็นว่ามีขบวนรถไฟมาจอดอยู่บริเวณหน้าบ้านพอดี ซึ่งในตอนแรกตนคิดว่าเป็นเรือเพราะว่าเสียงรถไฟชนกับตู้เย็น ที่มันลอยขวางอยู่บนรางดังสนั่น แต่เมื่อสาดไฟไปก็พบว่าเป็นรถไฟ
ซึ่งในตอนแรกเมื่อสาดไปแล้ว ก็เห็นว่ามีคนอยู่บนรถไฟเต็มทุกโบกี้ ก็เลยคิดว่าคงไม่สามารถอพยพคนที่อยู่ในบ้าน รวมกว่า 50 คน ย้ายขึ้นไปอยู่บนรถไฟได้ แต่ปรากฏว่าพอฟ้าสว่างมองไปที่ขบวนรถไฟอีกครั้ง กลับไม่มีคนอยู่บนรถไฟเลย หลายคนอาจจะบอกว่างมงาย แต่ตนและคนในพื้นที่เชื่อว่าที่รถไฟไหลจากสถานีมาจอดที่บริเวณหน้าบ้านของตน เป็นเพราะเจ้าแม่งูจงอาง ช่วยเอาไว้
เนื่องจาก ศาลของเจ้าแม่ อยู่บริเวณหน้าบ้านของตนพอดี ซึ่งถ้าหากไม่มี รถไฟขบวนนี้ เชื่อว่าจะมีคนเสียชีวิตภายในบ้านของตนประมาณ 3 คนได้เนื่องจากมีทั้งผู้ป่วยและคนสูงอายุที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง
ถ้าหากว่ารถไฟไม่ได้จอดอยู่ที่บริเวณหน้าบ้านตน แล้วเลยไปอีกประมาณ 300 เมตร จะถึงบริเวณอุโมงค์กัลยาณมิตร ซึ่งเป็นจุดที่น้ำไหลผ่านแรงและรถไฟอาจจะคว่ำได้ ซึ่งในตอนนั้นในสถานีที่อยู่ๆบนรถไฟประมาณ 3 คน เตรียมตัวที่จะกระโดดน้ำออกมาแล้ว
แต่ปรากฏว่ารถไฟขบวนนี้จอดอยู่บริเวณหน้าบ้านของตน เยื้องกับศาลเจ้าแม่งูจงอาง จอดนิ่งสนิท แม้กระทั่งน้ำไหลแรง ก็ไม่โคลงเคลง ชาวบ้านที่อยู่บนรถไฟ จึงได้ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์และบอกว่าถ้าหากสถานการณ์ปกติแล้ว จะกลับมาไหว้ท่าน ตนก็เชื่อในเรื่องนี้เช่นเดียวกันเนื่องจากว่าศาลเจ้าแม่งูจงอางบริเวณนี้ อยู่มากกว่า 40 ปีแล้ว
หลังจากตนเห็นว่าบนรถไฟไม่มีใครจึงช่วยกันอพยพคนทั้งหมดไปอาศัยอยู่บนรถไฟเพื่อความปลอดภัย ช่วยกันหาเชือกมาผูกเอาไว้แล้วก็ลอยคอข้ามมา ส่วนเด็กเล็กก็เอาใส่กะละมัง แล้วค่อยๆลอยน้ำมา ซึ่งตอนหลังจากที่ขึ้นมาอยู่บนรถไฟแล้วก็ได้แต่เฝ้ารอให้น้ำลด ซึ่งหลังจากที่น้ำลดแล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปดูสภาพบ้านเรือนของตัวเอง ขณะที่ตนก็เช่นเดียวกัน บ้านเรือนของตนก็ได้รับความเสียหายมาก และตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนการรวมเอกสาร และรอรับเงินเยียวยา




