สาว 22 เริงรักกับแฟนหนุ่ม จู่ๆ หน้า-ปากเบี้ยว แฟนหนุ่มคิดว่าแกล้ง เช้ามาขาคล้ำทั้ง 2 ข้าง แพทย์เตือนมาช้ากว่านี้อาจต้องตัดขา
เรียบเรียงโดยทีมงานข่าวสดออนไลน์
เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569
รายงานจากสื่อต่างประเทศ เกิดเหตุทางการแพทย์ที่สร้างความตกตะลึงในกรุงไทเป เมื่อหญิงสาววัยเพียง 22 ปี รายหนึ่งเกิดอาการผิดปกติอย่างเฉียบพลันระหว่างมีเพศสัมพันธ์กับแฟนหนุ่ม โดยจู่ ๆ เธอก็มีอาการใบหน้าบิดเบี้ยว พูดจาผิดปกติ ก่อนที่ในวันถัดมา ขาทั้งสองข้างจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำและสูญเสียความรู้สึก
หลังถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แพทย์วินิจฉัยในเบื้องต้นว่าเป็น โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน แต่เมื่อทำการตรวจอย่างละเอียดกลับพบว่า ต้นเหตุที่แท้จริงคือก้อนเนื้องอกชนิดไม่ร้ายที่ซ่อนอยู่ภายในหัวใจ จากอาการเล็กน้อยที่ลุกลามจนเฉียดความเป็นความตายนี้ ทำให้แพทย์ระบุว่า “หากมาช้ากว่านี้อีกเพียงนิดเดียว อาจไม่สามารถรักษาขาทั้งสองข้างไว้ได้”
นพ.เฉิน อี้หมิง ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก ได้เล่าเคสฉุกเฉินดังกล่าวในรายการโทรทัศน์ด้านสุขภาพ Doctor is Spicy (医师好辣) โดยระบุว่า หญิงสาวรายนี้เกิดอาการควบคุมร่างกายไม่ได้อย่างกะทันหันระหว่างอยู่กับคู่รัก มีทั้งใบหน้าเบี้ยวและการตอบสนองที่ผิดปกติ ในตอนแรกฝ่ายชายคิดว่าเป็นการหยอกล้อ แต่เมื่อเห็นว่าอาการไม่ดีขึ้นจึงรีบนำตัวส่งสถานพยาบาล

ภาพประกอบ
ช่วงเวลาที่ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลยังอยู่ในเวลาการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง ทีมแพทย์จึงรีบให้ยาละลายลิ่มเลือดเพื่อเปิดทางเดินเลือดในสมอง ทำให้อาการ ใบหน้าเบี้ยวและแขนขาอ่อนแรง ค่อย ๆ ดีขึ้น ก่อนส่งเข้าหอผู้ป่วยวิกฤตเพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม หลังผ่านพ้นอันตรายเบื้องต้นไปได้เพียง 1 วัน ผู้ป่วยกลับมีอาการรุนแรงขึ้น โดยผิวหนังบริเวณขาทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นสีดำและไม่รู้สึกตัว
ทีมแพทย์เห็นว่าอาการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับภาวะหลังโรคหลอดเลือดสมองทั่วไป จึงสั่งตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์และภาพถ่ายทางการแพทย์เพิ่มเติม ก่อนพบว่าหลอดเลือดแดงหลักตั้งแต่ช่องท้องลงไปถูกอุดตันเป็นวงกว้าง ส่งผลให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงขาได้ จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
ศัลยแพทย์หัวใจที่เข้าดูแลต่อวิเคราะห์ว่า ผู้ป่วยอายุเพียง 22 ปี แต่กลับเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลายตำแหน่งพร้อมกัน ถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง จึงสงสัยว่าต้นตอของลิ่มเลือดอาจมาจากภายในหัวใจ เมื่อตรวจด้วยอัลตราซาวด์หัวใจ ก็พบก้อนเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงในหัวใจห้องบนซ้าย ขนาดใหญ่ถึงประมาณ 6–7 เซนติเมตร หรือที่เรียกว่า “ไมโซมา” (Myxoma)

ภาพประกอบ
แพทย์ประเมินว่า ก้อนเนื้องอกดังกล่าวจะเคลื่อนไหวตามจังหวะการเต้นของหัวใจ และในช่วงที่ผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวร่างกายมาก อาจทำให้ก้อนเนื้องอกแกว่งตัวแรงขึ้น จนเกิดลิ่มเลือดบริเวณผิวก้อนหรือหลุดออกมา ลิ่มเลือดเหล่านี้จึงไหลไปอุดตันหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดที่ขาพร้อมกัน ก่อให้เกิดเหตุการณ์อันตรายต่อเนื่องหลายจุด
ทีมแพทย์จึงเร่งทำการผ่าตัดหัวใจ เพื่อนำก้อนเนื้องอกออกทั้งหมด พร้อมทั้งรักษาหลอดเลือดที่ขาซึ่งถูกอุดตัน เพื่อฟื้นฟูการไหลเวียนของเลือด แพทย์ระบุว่า หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ภาวะหลอดเลือดอุดตันอาจลุกลามจนเกิดเนื้อตาย และในกรณีเลวร้ายที่สุดอาจจำเป็นต้องตัดขาทั้งสองข้าง
หลังการผ่าตัด เมื่อสอบถามประวัติย้อนหลัง ผู้ป่วยเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เคยมีอาการแน่นหน้าอกขณะออกกำลังกายเป็นครั้งคราว แต่เนื่องจากยังอายุน้อยและไม่มีอาการอื่นที่ชัดเจน จึงไม่ได้ไปพบแพทย์ เหตุการณ์ครั้งนี้จึงกลายเป็นจุดที่เปิดเผยความเสี่ยงด้านสุขภาพที่สะสมอยู่ในหัวใจมาเป็นเวลานาน
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ไม่ว่าจะอายุเท่าใด หากมีอาการใบหน้าเบี้ยวเฉียบพลัน แขนขาอ่อนแรง หรือสีผิวบริเวณแขนขาเปลี่ยนผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อป้องกันการพลาดช่วงเวลาสำคัญในการรักษาโรคร้ายแรงเฉียบพลัน
ที่มา ETTODAY