ชายวัย 55 ปี เคี้ยวหมากมาหลายปี พบก้อนเป็นเม็ดในช่องปาก-มีเลือดออก แพทย์ชี้ตรวจพบเร็ว ผ่าตัดทัน ป้องกันการกลายเป็นมะเร็ง

นายหวัง อายุ 55 ปี ซึ่งประกอบอาชีพด้านการขนส่ง มีพฤติกรรมเคี้ยวหมากและสูบบุหรี่มาเป็นเวลานานเพื่อช่วยให้ตื่นตัว จนกระทั่งเริ่มสังเกตว่าด้านในช่องปากมีเนื้อเยื่อเป็นเม็ดหยาบคล้ายเม็ดทราย ร่วมกับมีก้อนที่ริมฝีปากและมีเลือดออกบริเวณเหงือก จึงเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลไทเป๋อจื้อจี๋

แพทย์เฉพาะทางโสต ศอ นาสิก นพ.ไช่ โหยวเหริน ตรวจแล้วสงสัยในเบื้องต้นว่าอาจเป็นสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งช่องปาก แม้ผลการตัดชิ้นเนื้อจะไม่พบความผิดปกติชัดเจน แต่จากประสบการณ์ทางคลินิก แพทย์ประเมินว่าก้อนที่ริมฝีปากเป็นลักษณะการเจริญเติบโตแบบหูดจากการเปลี่ยนแปลงไปในทางมะเร็ง

หลังจากอธิบายและหารือกับผู้ป่วยอย่างละเอียด จึงตัดสินใจทำการผ่าตัดตัดออกในวงกว้าง โดยตัดเนื้อเยื่อหูดที่ริมฝีปากขนาดประมาณ 2.5 เซนติเมตรออก และทำการซ่อมแซมรูปลักษณ์ด้วยการใช้แผ่นผิวหนังจากริมฝีปาก ผลการฟื้นตัวหลังผ่าตัดเป็นไปด้วยดี รูปลักษณ์และคุณภาพชีวิตไม่ได้รับผลกระทบ และตลอดหลายปีหลังการรักษาไม่พบการกลับมาเป็นซ้ำ

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการของไต้หวันระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งช่องปากประมาณ 7,000 – 8,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตราว 3,000 ราย กลุ่มเสี่ยงหลักคือเพศชายอายุ 40 – 50 ปี โดยปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย ได้แก่ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และเคี้ยวหมาก นอกจากนี้ ผู้ที่มีการบาดเจ็บหรือระคายเคืองในช่องปากเรื้อรัง ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือผู้ที่ต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันระยะยาวหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ ก็มีความเสี่ยงสูงขึ้นเช่นกัน

นพ.ไช่ โหยวเหริน ระบุว่า มะเร็งช่องปากในระยะแรกมักไม่ก่อให้เกิดอาการปวดหรือคันอย่างรุนแรง แต่เมื่อโรคเข้าสู่ระยะกลางหรือระยะลุกลาม จะเริ่มมีอาการปวดในช่องปาก รู้สึกระคายเคือง กลืนลำบาก พูดไม่ชัด หรือมีต่อมน้ำเหลืองที่คอโต

ระยะของโรคต่างกัน อัตราการรอดชีวิตต่างกันอย่างมาก

อัตราการรอดชีวิตในระยะ 5 ปีแตกต่างกันตามระยะของโรคอย่างชัดเจน ระยะที่ 1 มีอัตรารอดชีวิตสูงถึงประมาณ 80% ระยะที่ 2 ราว 70% ระยะที่ 3 ประมาณ 60% แต่หากเข้าสู่ระยะที่ 4 และมีการแพร่กระจาย อัตรารอดชีวิตจะลดลงเหลือเพียงราว 30%

นพ.ไช่ยังกล่าวว่า เมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น มะเร็งช่องปากมีโอกาสแพร่กระจายไปยังอวัยวะห่างไกลน้อยกว่า แต่หากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ขอบเขตการผ่าตัดจะต้องกว้างขึ้น ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการสื่อสาร ดังนั้น การคัดกรองเยื่อบุช่องปากจึงเป็นกุญแจสำคัญของการรักษาในระยะเริ่มต้น

การคัดกรองเยื่อบุช่องปาก สำคัญต่อการพยากรณ์โรคที่ดี

รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลไทเป๋อจื้อจี๋ นพ.สวี หรงหยวน ระบุเพิ่มเติมว่า โครงการคัดกรองมะเร็ง 5 ชนิดหลัก ช่วยให้ประชาชนสามารถตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งรวมถึงการคัดกรองมะเร็งช่องปากด้วย เขากล่าวว่า หากตรวจพบมะเร็งช่องปากตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและได้รับการรักษาอย่างครบถ้วน

อัตราการรอดชีวิตในระยะ 5 ปีจะอยู่ในระดับสูง และการใช้ชีวิตมักไม่แตกต่างจากคนทั่วไป การคัดกรองเยื่อบุช่องปากจะดำเนินการโดยแพทย์ ผ่านการสังเกตลักษณะใบหน้า ริมฝีปาก เยื่อบุช่องปาก เหงือก ลิ้น และลิ้นไก่ รวมถึงการคลำตรวจบริเวณคอและภายในช่องปาก เพื่อตรวจหาก้อนแข็งหรือเนื้องอก หากพบรอยแดง รอยขาว ก้อน แผล หรือพื้นผิวหยาบผิดปกติ จะมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตัดชิ้นเนื้อ การส่องกล้อง หรือการตรวจทางภาพวินิจฉัยเพื่อยืนยันโรค

การรักษาระยะเริ่มต้น เน้นการผ่าตัดเป็นหลัก

แนวทางการรักษามะเร็งช่องปากระยะเริ่มต้นยังคงใช้การผ่าตัดตัดออกในวงกว้างเป็นหลัก พร้อมประเมินตำแหน่ง ความลึก และขอบเขตการลุกลามของเนื้องอก เพื่อพิจารณาการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองร่วมด้วย ลดความเสี่ยงการกลับเป็นซ้ำและการแพร่กระจายในอนาคต

หากการผ่าตัดอาจกระทบต่อรูปลักษณ์หรือการทำงานของช่องปาก ทีมแพทย์จะปรึกษาศัลยแพทย์ตกแต่งเพื่อพิจารณาการผ่าตัดซ่อมแซม เช่น การใช้แผ่นผิวหนังมาฟื้นฟูโครงสร้างและรูปลักษณ์ นพ.ไช่ระบุว่า ผู้ป่วยมะเร็งช่องปากระยะต้นหลังได้รับการรักษาอย่างครบถ้วน มีอัตราการกลับเป็นซ้ำต่ำ ส่วนผู้ป่วยระยะกลางถึงระยะลุกลาม จำเป็นต้องได้รับการฉายรังสีร่วมด้วย

เลิกบุหรี่ เลิกหมาก เลิกสุรา และหมั่นตรวจช่องปากด้วยตนเอง

นพ.ไช่เตือนว่า ในชีวิตประจำวันควรเลิกสูบบุหรี่ เคี้ยวหมาก และดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาด รักษาสุขอนามัยช่องปากที่ดี หลีกเลี่ยงอาหารร้อนจัดหรือระคายเคือง และป้องกันการกระตุ้นเรื้อรัง พร้อมทั้งแนะนำให้ประชาชนหมั่นตรวจช่องปากด้วยตนเองเป็นประจำ โดยการพลิกริมฝีปาก ดึงแก้มออก เพื่อตรวจดูเยื่อบุว่ามีรอยแดง รอยขาว หรือแผลที่ไม่เจ็บปวดผิดปกติหรือไม่ หากพบความผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน