อินเดียวิกฤตหนัก ปัญหา “งู” คร่าชีวิตประชาชนปีละ 50,000 ราย เร่งมาตรการรับมือ เจาะลึกปัญหา การรักษาล่าช้า-ยามีจำกัด ประชาชนขาดความรู้
เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569
รายงานจากสื่อต่างประเทศ ข้อมูลจาก รัฐบาลกลางอินเดีย ระบุว่า ชาวอินเดียราว 50,000 คนเสียชีวิตจากการถูกงูกัดในแต่ละปี คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตจากงูกัดทั่วโลก ขณะที่การประเมินบางฉบับชี้ว่า ตัวเลขอาจสูงกว่านั้น โดยระหว่างปี 2000–2019 อินเดียอาจมีผู้เสียชีวิตจากงูกัดมากถึง 1.2 ล้านคน หรือเฉลี่ยปีละ 58,000 คน ตามการศึกษาที่เผยแพร่ในปี 2020
รายงานฉบับใหม่ของ GST พบว่า บุคลากรทางการแพทย์ในอินเดียถึง 99% เผชิญอุปสรรคในการให้เซรุ่มต้านพิษงู ซึ่งเป็นแอนติบอดีช่วยชีวิตที่ใช้ยับยั้งพิษงู
งานวิจัยได้สำรวจแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข 904 คน ในอินเดีย บราซิล อินโดนีเซีย และไนจีเรีย ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากงูกัดมากที่สุด และพบอุปสรรคคล้ายคลึงกัน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่ การเข้าถึงเซรุ่มที่จำกัด และการฝึกอบรมที่ไม่เพียงพอ
เกือบครึ่งหนึ่งของผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมการสำรวจ ระบุว่า ความล่าช้าในการรักษานำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในผู้ป่วย เช่น การตัดอวัยวะ การผ่าตัด หรือปัญหาการเคลื่อนไหวตลอดชีวิต

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ขึ้นบัญชีภาวะพิษงูกัดเป็น “โรคเขตร้อนที่ถูกละเลยระดับความสำคัญสูงสุด” ตั้งแต่ปี 2017 เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยประเมินว่าในแต่ละปี มีผู้คนทั่วโลกถูกงูกัดราว 5.4 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100,000 คน ทั้งยังระบุว่า ผู้ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่มักเป็นชุมชนชนบทที่ยากจนในประเทศรายได้น้อยและปานกลาง
ในอินเดีย พื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกมีรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากงูกัดจำนวนมาก นพ.โยเกช เจน สมาชิก GST และแพทย์ในรัฐฉัตตีสครห์ตอนกลาง ระบุว่า ผู้ทำงานในภาคเกษตร รวมถึงกลุ่มชนเผ่าที่ยากจน ยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่สุด
ปี 2024 อินเดียได้เปิดตัวแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและควบคุมพิษงูกัด (NAPSE) ตั้งเป้าลดจำนวนผู้เสียชีวิตลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 โดยเน้นการเฝ้าระวังที่ดีขึ้น การเพิ่มการเข้าถึงเซรุ่ม การวิจัย การเสริมศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ และการรณรงค์สร้างความตระหนักแก่สาธารณชน แม้ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าเป็นก้าวที่ถูกต้อง แต่การดำเนินการยังไม่สม่ำเสมอ
“ในอินเดีย งูกัดถูกมองว่าเป็นปัญหาของคนจน” นพ.เจนกล่าว “จึงไม่เกิดแรงกดดันหรือการลงมือทำอย่างจริงจัง ทั้งที่การเสียชีวิตเหล่านี้สามารถป้องกันได้ และในการรักษางูกัด ทุกวินาทีมีความหมาย”
เขาอธิบายว่า พิษงูสามารถเข้าสู่กระแสเลือดภายในไม่กี่นาที และทำลายระบบประสาท เซลล์ หรือระบบไหลเวียนโลหิต ขึ้นอยู่กับชนิดของงู ความล่าช้าในการให้เซรุ่มอาจนำไปสู่ภาวะหายใจล้มเหลว อัมพาต เนื้อเยื่อเสียหายถาวร หรืออวัยวะล้มเหลว

อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าในการเข้าถึงโรงพยาบาลยังพบได้บ่อยในชนบทของอินเดีย เนื่องจากถนนหนทางย่ำแย่ โรงพยาบาลอยู่ห่างไกล และขาดบริการรถพยาบาล
แม้บางรัฐพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการสำรองเซรุ่มในศูนย์สุขภาพระดับปฐมภูมิและชุมชน แต่การให้ยาอย่างถูกต้องยังเป็นความท้าทายสำคัญ เนื่องจากบุคลากรจำนวนมากไม่ได้รับการฝึกอบรมอย่างมืออาชีพ และกังวลต่ออาการแพ้จากเซรุ่ม ซึ่งต้องผสมกับน้ำเกลือและให้ทางหลอดเลือดดำเป็นเวลานาน ขณะที่หลายศูนย์ยังขาดอุปกรณ์รองรับผลข้างเคียง
อีกปัญหาหนึ่งคือ ชาวชนบทจำนวนไม่น้อยยังพึ่งพาหมอพื้นบ้านหรือความเชื่อดั้งเดิม และไปโรงพยาบาลเมื่ออาการรุนแรงแล้ว ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ด้านเจอร์รี มาร์ติน ผู้ร่วมก่อตั้ง The Liana Trust ซึ่งทำงานลดความขัดแย้งระหว่างคนกับงูในรัฐกรณาฏกะ ชี้ว่า อุปสรรคสำคัญอีกประการคือ คุณภาพและขอบเขตของเซรุ่มต้านพิษ ปัจจุบัน อินเดียมีเซรุ่มที่ครอบคลุมเพียง “งูพิษ 4 ชนิดหลัก” ได้แก่ งูเห่าอินเดีย งูสามเหลี่ยม งูพิษรัสเซล และงูเขี้ยวเลื่อย ซึ่งเชื่อว่าเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของการถูกกัด แต่ยังมีงูพิษอีกหลายสิบชนิดที่ไม่มีเซรุ่มเฉพาะ
การศึกษาของสถาบัน AIIMS เมืองโจธปูร์ รัฐราชสถาน เมื่อปีที่แล้ว พบว่า การใช้เซรุ่มรักษาผู้ป่วยงูกัด 105 รายที่ไม่ทราบชนิดงู พบว่ากว่าสองในสามไม่ตอบสนองต่อการรักษา และสรุปว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาเซรุ่มเฉพาะพื้นที่ในอินเดียตะวันตก
ที่มา BBC