หมอมานพ ชี้ดาบสองคม เปิด 14 นามสกุล เป็นตัวคัดกรอง MH เสี่ยงสูง ยังนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ แนะเลิกเชื่อแบบผิดๆ จี้คนเปิดประเด็นออกมาแก้ไข

กรณี นพ.กิตติธัช สินพิพัฒน์พร หรือ หมอคิม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเสริมความงาม ออกมาเปิดเผยข้อมูล 14 นามสกุล ที่มีความเสี่ยง คนที่อยู่ในตระกูลเหล่านี้ควรเฝ้าระวังไว้ เวลาที่เราไปผ่าตัดจะได้บอกหมอ หรือหมอดมยา ว่าเรายีนตัว Malignant Hyperthermia เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายถึงชีวิต

หลังจาก มีครอบครัวนักธุรกิจ ออกมาร้องเรียนว่า นักธุรกิจไปทำจมูก คลินิกชื่อดัง หลังผ่าตัดเสร็จ ไม่รู้สึกตัว มีภาวะหัวใจเต้นแรง คาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกายสูง และชีพจรเต้นเร็ว จึงต้องนำส่งโรงพยาบาล

ต่อเรื่องดังกล่าว ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ ศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แสดงความคิดเห็นในประเด็น 14 นามสกุล ว่า 1-2 วันนี้มีคนถามเรื่อง Malignant Hyperthermia (MH) และเรื่อง 14 นามสกุลเข้ามาหลายคน ขอสรุปง่าย ๆ ครับว่า

ปัจจุบัน “ไม่แนะนำ” ให้ใช้ข้อมูลนามสกุลในการประเมินความเสี่ยงเรื่องนี้

-ในอดีตที่การแพทย์และเทคโนโลยีไม่ก้าวหน้าเท่าปัจจุบัน เรารู้แต่ว่า MH เป็นภาวะที่ส่งต่อในครอบครัวได้ ตรวจยีนก็ยาก การผ่าตัดก็ทำเฉพาะเมื่อจำเป็น ไม่ได้มีการผ่าตัดเสริมสวยกันเต็มบ้านเมืองเหมือนตอนนี้ ประเด็นข้อมูลส่วนบุคคลก็ไม่ได้เข้มข้นมาก การส่งต่อข้อมูลเรื่องนามสกุลอาจเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยประเมินความเสี่ยง และช่วยทั้งแพทย์และผู้ป่วยในการป้องกันหรือรับมือ MH ได้

-ผ่านมาจน พ.ศ. 2569 แล้ว นามสกุลไม่ได้บอกอะไรเลย คนแต่งงานหรือเปลี่ยนนามสกุล มีลูกหลานที่อาจใช้นามสกุลต่างออกไป แม้คนนามสกุลเดียวกันแต่ไม่ได้รับยีนกลายพันธุ์ก็ไม่เป็น MH เดี๋ยวนี้ตรวจยีนก็ไม่ยาก (แม้จะยังมีอีก 40% ที่ไม่พบยีนก่อโรค แต่การตรวจยังช่วยได้เยอะ) 3-4 เดือนก่อนก็เพิ่งมีครอบครัวจากต่างจังหวัดมาตรวจ เพราะเพิ่งรอดจาก MH หลังผ่าตัด ก็พบ RYR1 mutation ทำให้สมาชิกครอบครัวรู้ตัวเองได้ว่าใครเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง

-การใช้นามสกุลเป็นตัวคัดกรอง ยังเป็นดาบสองคม นอกจากเรื่องความปลอดภัย (PDPA) การถูกตราหน้า (stigmatization) ว่านามสกุลนี้เสี่ยงสูง ยังนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ คนวางแผนแต่งงานอาจโดนอีกฝ่ายรังเกียจ คนจะซื้อประกันอาจโดนปฏิเสธ คนสมัครเข้าทำงาน HR อาจเลือกคนนามสกุลอื่นที่เสี่ยงน้อยกว่า ฯลฯ

เลิกความเชื่อผิดๆ เรื่องนี้ได้แล้วครับ สื่อต่างๆ ก็ต้องเลิกนำเสนอหรือแก้ไขความเข้าใจให้ถูกต้อง คนที่แชร์ก็ควรหยุดแชร์ คนต้นเรื่องที่เปิดประเด็นก็ควรออกมาแก้ไขเช่นกันครับ

ข่าว 14 นามสกุล

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน