หมอเจด เตือน 6 สัญญาณ อาการแบบนี้ระวัง “ตับมีปัญหา” เผย 8 ข้อ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่าย ๆ ชี้ ช่วงแรกมักไม่มีอาการชัดเจน สังเกตเร็วลดความเสี่ยง
วันที่ 19 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ภาพข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ “หมอเจด” ระบุว่า คิดว่า “ตับพังต้องมีอาการชัด” เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปวดชายโครง
แต่ความจริงคือ ตับเป็นอวัยวะที่เงียบมาก ต่อให้เริ่มมีปัญหา ร่างกายก็อาจยังไม่แสดงอาการชัดเจน ทำให้หลายคนรู้ตัวอีกทีตอนค่าตับสูง หรือเป็นไขมันพอกตับไปแล้ว วันนี้เลยอยากให้ลองเช็กตัวเองง่าย ๆ ว่า มีสัญญาณแบบนี้หรือเปล่า
1.เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียทั้งที่พักพอ
ถ้ารู้สึกหมดแรงง่าย เหนื่อยทั้งวัน ทั้งที่นอนครบ ไม่ได้ใช้แรงมาก อาจเป็นสัญญาณว่าตับทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะตับมีหน้าที่สำคัญในการจัดการพลังงานและสารอาหาร ถ้าตับเริ่มมีปัญหา ร่างกายจะรู้สึกเพลียแบบหาสาเหตุไม่ชัด และฟื้นตัวได้ช้ากว่าปกติ
2.แน่นท้อง ท้องอืดบ่อย
ตับเกี่ยวข้องกับการสร้างน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน ถ้าตับทำงานแย่ลง อาจทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี เกิดอาการแน่นท้อง ท้องอืด หรืออึดอัดหลังมื้ออาหาร โดยเฉพาะหลังกินของมัน ของทอด หรือมื้อใหญ่ ๆ อาการนี้หลายคนมองข้าม แต่เกิดซ้ำบ่อยควรระวัง
3.ไขมันหน้าท้องเพิ่มง่าย น้ำหนักขึ้นเร็ว
ถ้าไขมันสะสมที่หน้าท้องเพิ่มขึ้นง่าย ทั้งที่ไม่ได้กินเยอะขึ้น อาจเกี่ยวกับภาวะไขมันพอกตับ เพราะตับมีบทบาทในการเผาผลาญไขมัน เมื่อการทำงานผิดปกติ ไขมันจะถูกสะสมมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณรอบเอว และมักมาพร้อมกับค่าตับหรือไขมันในเลือดที่เริ่มผิดปกติแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่รู้ตัว
4.สิวขึ้นง่าย ผิวมัน หรือผิวหมอง
ตับมีหน้าที่ช่วยกำจัดสารพิษในร่างกาย ถ้าตับทำงานได้ไม่ดี สารบางอย่างอาจสะสมในร่างกาย ส่งผลให้ผิวเกิดการอักเสบง่าย สิวขึ้นบ่อย ผิวมัน หรือดูหมองคล้ำกว่าปกติ โดยเฉพาะในคนที่ไม่มีประวัติเป็นสิวมาก่อน และมักรักษายากกว่าปกติถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ
5.อยากของหวานบ่อย หิวจุกจิก
ตับเกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ถ้าตับมีปัญหา อาจทำให้ระดับน้ำตาลแกว่ง ส่งผลให้หิวบ่อย อยากกินของหวาน หรือของจุกจิกทั้งวัน ซึ่งเป็นวงจรที่ยิ่งทำให้ตับทำงานหนักขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงดื้ออินซูลินตามมาในระยะยาว
6.ถ้ามีหลายข้อ อย่าปล่อยผ่าน เริ่มดูแลตับได้เลย
ถ้ามีอาการหลายข้อร่วมกัน ลองเริ่มปรับพฤติกรรมง่าย ๆ ครับ
- ลดของทอด อาหารแปรรูป และน้ำตาลสูง
- เลี่ยงแอลกอฮอล์หรือดื่มให้น้อยที่สุด
- เพิ่มผัก ผลไม้ และอาหารย่อยง่าย
- เพิ่มอาหารที่มีโอเมก้า-3 เช่น ปลาทะเล
- เพิ่มอาหารที่มีแอสตร้าแซนธิน เช่น ปลาแซลมอน กุ้ง
- เพิ่มอาหารที่มีโคลีน เช่น ไข่แดง ตับ
- นอนให้พออย่างน้อย 7 ชั่วโมง
- ควบคุมน้ำหนักและรอบเอว
เวลาตับมีปัญหาในช่วงแรก มักจะไม่มีอาการชัดเจนครับ แต่จะค่อย ๆ ส่งสัญญาณเล็ก ๆ ผ่านความเหนื่อย ท้องอืด หรือไขมันสะสม ถ้าเริ่มสังเกตตัวเองเร็ว และปรับพฤติกรรมได้ทัน ก็สามารถลดความเสี่ยงไขมันพอกตับและโรคตับได้
