กกพ. โชว์แผนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ยันเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ามีพอใช้ 3 เดือน แม้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยํ้านำเข้า LNG ราคาต้องเป็นธรรม

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 24 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน นายพูลพัฒน์ สีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับจัดการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน แถลงว่า กกพ.ได้กำกับค่าไฟให้สะท้อนกับต้นทุนจริง โดยใช้ราคาบริหารที่เกิดความสมดุล ระหว่างผู้ใช้ไฟฟ้ากับผู้ประกอบการ เพื่อให้ระบบพลังงานของประเทศมีเสรีภาพเพื่อความยั่งยืน

สำหรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่า ระบบพลังงานของไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก โดยมีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าถึง 56% จะเห็นได้ว่า การจัดหาแหล่งก๊าซธรรมชาติที่แบ่งเป็น 3 แหล่งสำคัญคือ 1.อ่าวไทย 50% 2.ก๊าซจากตะวันตกที่นำเข้าทางท่อจากเมียนมา 10% 3.ก๊าซ LNG ที่นำเข้ามา 40%

ดังนั้น LNG จึงมีความสำคัญต่อระบบพลังงานไทย ซึ่งกกพ.ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ให้กำกับการหา LNG ให้เพียงพอต่อการใช้ในประเทศ โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้า

นายพูลพัฒน์ กล่าวต่อว่า กกพ.ได้เตรียมจัดหา LNG ล่วงหน้า ในช่วงที่เกิดวิกฤตให้ได้อย่างน้อย 3 เดือน รวมถึงทบทวนแผนจัดหา LNG อย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์ ซึ่ง กกพ.ได้ประเมินความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว โดยกำหนดมาตรการรองรับ พร้อมกำชับให้ผู้จัดหานำเข้า LNG หรือชิปเปอร์ ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้ปรับเพิ่มเรือที่ใช้นำเข้า LNG 3 ลำเรือ ในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.

นายพูลพัฒน์ กล่าวว่า ปริมาณ LNG คงคลัง ยังอยู่ในระดับสูง และเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการในประเทศได้ ทั้งนี้ กกพ.เน้นยํ้าว่าการจัดหา LNG ทุกครั้ง ต้องมีการแข่งขันราคาตามระเบียบของ กกพ. เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และสะท้อนถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้ไฟฟ้า

นายพูลพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนสถานการณ์พลังงานโลกในปัจจุบัน ที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ส่งผลในเรื่องของปริมาณและราคา LNG ในตลาดโลก โดยในเดือน เม.ย.-พ.ค. ช่วงหน้าร้อนของไทย มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเป็นประจำทุกปี จึงต้องมีการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม แหล่ง LNG ไม่ได้กระจุกตัวแค่ในตะวันออกกลาง ดังนั้นประเทศไทยยังจัดหา LNG จากแหล่งอื่นมาทดแทนได้

“ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่มีความเสี่ยงในเรื่องการขาดแคลนเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า และระบบไฟฟ้าของไทยยังมีความมั่นคง” นายพูลพัฒน์ กล่าว

นายพูลพัฒน์ กล่าวว่า ราคาก๊าซในตลาดโลก มีความผันผวนสูงมาก และมีการปรับตัวขึ้นอย่างนัยยะสำคัญตามสถานการณ์โลก ซึ่งไม่ใช่ปัญหาการขาดแคนเชื้อเพลิง แต่เป็นปัญหาเรื่องการจัดการราคา LNG ที่ปรับตัวตามกลไกตลาดโลก

ดังนั้น ผลกระทบที่เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดปัญหาการขนส่งก๊าซจากประเทศกาตาร์ ที่ไทยนําเข้ามาเป็น 15 % ของปริมาณนำเข้าหมด แต่เรายังจัดหาได้จากตลาด spott market

นายพูลพัฒน์ กล่าวว่า ยืนยันว่า กกพ.ได้ติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด และจะดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบไฟฟ้าไทย ซึ่งแนวทางการบริหารขณะนี้ กกพ.ได้ร่วมมือกับ กฟผ. และผู้จัดหาเชื้อเพลิง เพื่อจัดการทั้งระบบ

โดยกระจายแหล่งจัดหาก๊าซ LNG ไปยังแหล่งอื่นที่มีความปลอดภัยจากความเสี่ยงในตะวันออกกลาง และสร้างหลักประกันว่า ราคาที่ซื้อจะเหมาะสมและเป็นธรรม

นายพูลพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนการจัดการระบบไฟฟ้า ได้เร่งให้เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน พลังงานน้ำ และเพิ่มการใช้ก๊าซจากอ่าวไทย ทำให้ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ช่วยลดการนำเข้า LNG ได้ 70% ของหนึ่งลำเรือ

สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้าไทย ที่สามารถบริหารจัดการเชื้อเพลิงในยามวิกฤตได้ ดังนั้น ยืนยันว่าระบบไฟฟ้าของไทยจะมีเชื้อเพลิงใช้อย่างเพียงพอ และไม่มีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนในระยะสั้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน