แขน-ขาเล็ก แต่ทำไมพุงป่อง! แพทย์เฉลยเอง ชี้ ต้นเหตุอาจมาจาก 3 อย่างนี้ พร้อมเตือน 4 พฤติกรรมที่อาจทำให้ การลดน้ำหนักไม่สำเร็จ

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่า “กินก็น้อย ทำไมยังอ้วน?” โดยเฉพาะคนที่แขนขาเล็ก แต่กลับมีพุง ยิ่งสร้างความกังวลใจให้กับคนที่พยายามควบคุมน้ำหนัก

เฉินฉี่จื้อ แพทย์แผนจีน ระบุว่า ลักษณะดังกล่าวเข้าข่าย “อ้วนจากความเครียด” (Stress-induced obesity) ซึ่งไม่ได้เกิดจากการขาดความพยายาม แต่เป็นผลจากร่างกายที่อยู่ในภาวะกดดันสูง จนเลือกสะสมไขมันไว้บริเวณหน้าท้อง เกิดเป็นวงจรลดน้ำหนักได้ยาก

3 สาเหตุหลักของภาวะอ้วนลงพุงจากความเครียด

1.ฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) สูง

ความเครียดเรื้อรังทำให้ระดับคอร์ติซอลเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และรบกวนการทำงานของอินซูลิน แม้รับประทานอาหารไม่มาก แต่ร่างกายไม่สามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเข้าใจว่า “พลังงานไม่เพียงพอ” และเลือกสะสมไขมันไว้ที่หน้าท้อง

ทำให้เกิดลักษณะ “แขนขาไม่อ้วน แต่ลงพุง” อีกทั้งยังมักอยากอาหารหวาน มัน หรืออาหารที่ช่วยปลอบประโลมอารมณ์

2.อารมณ์กระทบระบบย่อยอาหารโดยตรง

ตามหลักการแพทย์แผนจีน ระบุว่า ตับและม้ามมีความสัมพันธ์กัน เมื่อความเครียดสะสมจะกระทบการทำงานของระบบย่อยอาหาร ทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง ผายลมบ่อย หรือขับถ่ายไม่ปกติ ของเสียที่ควรถูกขับออกจะสะสม กลายเป็นภาวะ “ความชื้นและเสมหะ” ในร่างกาย

3.ระบบประสาทอัตโนมัติแปรปรวน

ความเครียดต่อเนื่องทำให้ร่างกายอยู่ในโหมด “ต่อสู้หรือหนี” (Sympathetic mode) ส่งผลให้การย่อยอาหารแย่ลง นอนหลับไม่ลึก และอัตราการเผาผลาญพื้นฐานลดลง จนเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน ทำให้แม้กินน้อยก็ยังไม่ผอม

พฤติกรรมที่ยิ่งทำให้น้ำหนักลดได้ยาก

แพทย์เตือนว่า ผู้ที่มีภาวะอ้วนจากความเครียดมักเป็นผลเสียจากการ “พยายามมากเกินไป” ได้แก่

  • ออกกำลังกายหนักเกินไป

การออกกำลังกายแบบหักโหมยิ่งเพิ่มคอร์ติซอล ทำให้ไขมันหน้าท้องสะสมมากขึ้น แม้น้ำหนักอาจลดลงในระยะสั้น แต่มีโอกาสกลับมาเพิ่มเร็ว

  • อดอาหารแบบสุดโต่ง

ความหิวเป็นความเครียดทางกาย ทำให้เกิดพฤติกรรมกินมากผิดปกติในภายหลัง ส่งผลให้ทั้งเครียดและอ้วนมากขึ้น

  • นอนดึก

ช่วงเวลา 23.00–01.00 น. เป็นช่วงฟื้นฟูร่างกาย หากไม่นอนจะทำให้วันถัดไปอารมณ์แปรปรวนและอยากอาหารมากขึ้น

  • พึ่งคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์

แม้ช่วยให้รู้สึกดีชั่วคราว แต่ทำให้อารมณ์แปรปรวนมากขึ้น และเพิ่มการสะสมไขมัน

เฉินฉี่จื้อแนะนำว่า แนวทางสำคัญคือการปรับร่างกายให้ออกจากภาวะความเครียด เมื่อฮอร์โมนสมดุล ระบบเผาผลาญจะฟื้นตัวเอง

  • การออกกำลังกาย

ควรเน้นการผ่อนคลาย เช่น โยคะ ยืดเหยียด พิลาทิส หรือเดินเร็ว-วิ่งเบาในระดับที่ยังพูดคุยได้ โดยควรอยู่ที่ประมาณ 50–60% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด เน้นความรู้สึก “สบายและผ่อนคลาย” หลังออกกำลังกาย

  • การรับประทานอาหาร

ควรเน้นความสมดุลของอารมณ์มากกว่าการลดแคลอรี ได้แก่ รับประทานโปรตีนทุกมื้อ เช่น ไข่ ปลา ถั่ว หรือเนื้อไก่ เลือกคาร์โบไฮเดรตดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น มันเทศ ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง ฟักทอง เพิ่มผักสีเขียวเข้ม ผักตระกูลกะหล่ำ และผลไม้รสเปรี้ยว เพื่อลดการอักเสบ

  • เครื่องดื่มช่วยผ่อนคลาย

เช่น ชากุหลาบ ชามินต์ (ในปริมาณน้อย) หรือชาคาโมมายล์และลาเวนเดอร์ ซึ่งช่วยลดความเครียดได้

  • สารอาหารสำคัญ

ได้แก่ แมกนีเซียม โอเมกา-3 วิตามินบีรวม และสังกะสี ซึ่งช่วยฟื้นฟูระบบประสาทและสมดุลฮอร์โมน

แพทย์เน้นย้ำว่า หลายคนพยายามลดความอ้วนด้วยการออกกำลังกายหนัก อดอาหาร หรือบังคับตนเองอย่างเข้มงวด แต่กลับทำให้ร่างกายยิ่งสะสมไขมัน

สำหรับผู้ที่มีภาวะนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญคือการทำให้ร่างกาย “รู้สึกปลอดภัย” เมื่อพักผ่อนได้ดี หายใจช้าลง และอารมณ์ผ่อนคลาย จะเริ่มสังเกตได้ว่าหน้าท้องค่อย ๆ ลดลงเองตามธรรมชาติ

ที่มา ETtoday

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน