นอนกรนเสียงดัง สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง แพทย์เตือน เสี่ยงพ่วง 4 โรคร้ายเรื้อรัง แนะควบคุมน้ำหนัก-ออกกำลังกาย
เสียงกรนดังสนั่นอาจไม่ใช่แค่เรื่องของการนอนหลับลึก แต่เป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือจากร่างกาย แพทย์ระบุว่า ผู้ที่นอนกรนเรื้อรังประมาณครึ่งหนึ่ง มักมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นร่วมด้วย (Obstructive Sleep Apnea: OSA) และด้วยความตระหนักด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ทำให้จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโรคนี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 3% ต่อปี
สิ่งที่อันตรายที่สุดของภาวะนี้คือ การขาดออกซิเจนเรื้อรังในช่วงกลางคืน ซึ่งอาจทำให้เยื่อบุหลอดเลือดเกิดการอักเสบ และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่โรคร่วมร้ายแรง เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดสมอง
นพ.จางเจิ้งซวิน แพทย์เฉพาะทางด้านหู คอ จมูก เปิดเผยว่า จากข้อมูลของสมาคมเวชศาสตร์การนอนหลับแห่งไต้หวัน พบว่าประชาชนในประเทศมีอัตราการนอนกรนสูงเกือบ 70%

เขายกตัวอย่างผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายหนึ่ง ซึ่งก่อนป่วยมีประวัตินอนกรนเรื้อรัง น้ำหนักเกิน และมีโรคประจำตัวกลุ่ม “สามสูง” ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และน้ำตาลในเลือดสูง แต่กลับเข้าใจผิดว่าการกรนคือสัญญาณของการนอนหลับสนิท จึงไม่ได้เข้ารับการตรวจรักษา
ภายหลังเมื่อเข้ารับการฟื้นฟูหลังโรคหลอดเลือดสมอง เนื่องจากเสียงกรนดังรบกวนผู้อื่น จึงถูกส่งต่อไปยังแพทย์หู คอ จมูก และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับระดับรุนแรง” โดยผลตรวจพบว่า ผู้ป่วยหยุดหายใจมากกว่า 30 ครั้งต่อชั่วโมง และระดับออกซิเจนในเลือดระหว่างนอนหลับเคยลดลงเหลือเพียง 70%

แนวทางการรักษา
นพ.จางอธิบายว่า สำหรับผู้ป่วยระดับปานกลางถึงรุนแรง เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวกต่อเนื่อง (CPAP) ถือเป็นมาตรฐานการรักษาหลักในปัจจุบัน
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการคัดจมูกหรือภูมิแพ้จนไม่สามารถใช้อุปกรณ์ได้อย่างต่อเนื่อง อาจจำเป็นต้องใช้ยาร่วม หรือพิจารณาผ่าตัดแก้ไขโครงสร้างทางเดินหายใจ เช่น การผ่าตัดผนังกั้นจมูกคด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเครื่องช่วยหายใจ
สำหรับผู้ป่วยระดับเล็กน้อยถึงปานกลางที่มีความผิดปกติทางโครงสร้างชัดเจน เช่น ต่อมทอนซิลโตมาก อาจพิจารณาการผ่าตัดเป็นทางเลือกแรก
การปรับพฤติกรรมมีบทบาทสำคัญ
แพทย์เน้นว่า การลดน้ำหนักตัวลงเพียง 10 – 20% สามารถช่วยลดการอุดกั้นของทางเดินหายใจได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วน ซึ่งในบางราย เมื่อควบคุมน้ำหนักได้สำเร็จ อาการอาจดีขึ้นจนระดับความรุนแรงลดลงจากปานกลางหรือรุนแรงเหลือเพียงระดับเล็กน้อย

สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม
นพ.จางเตือนว่า หากพบว่าตนเองหรือสมาชิกในครอบครัวมีอาการนอนกรนเสียงดัง ร่วมกับง่วงซึมหรืออ่อนเพลียในเวลากลางวัน ควรรีบเข้ารับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว รวมถึงอาจเข้ารับการตรวจการนอนหลับที่บ้านหรือในสถานพยาบาล
หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ควรเปิดใจต่อการรักษาหลายรูปแบบ พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อยกระดับคุณภาพการนอนและลดความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงในระยะยาว