ไขข้อสงสัย แพทย์เฉลยเอง “มีเพศสัมพันธ์บ่อย” ทำให้ไตเสื่อมจริงไหม? ชี้ 6 พฤติกรรมเสี่ยง ทำลายไตหนักมาก หลายคนทำทุกวันโดยไม่รู้ตัว

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ ชายวัย 55 ปีรายหนึ่งในประเทศจีน ได้เข้าพบแพทย์ด้วยความกังวล หลังมีอาการปวดหลังช่วงเอว อ่อนเพลีย และปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน โดยเขาสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางเพศในวัยหนุ่มที่ค่อนข้างถี่ถึงเดือนละมากกว่า 10 ครั้ง จึงตั้งคำถามว่า การมีเพศสัมพันธ์บ่อยเป็นสาเหตุให้ไตเสื่อมหรือไม่

ความกังวลดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคล แต่พบได้ในผู้ชายจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน อย่างไรก็ตาม แพทย์ระบุว่า ความเข้าใจนี้คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงทางการแพทย์สมัยใหม่

นพ.กัว ค่าย รองหัวหน้าภาควิชาระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลจูเจียง (มหาวิทยาลัยการแพทย์ภาคใต้ ประเทศจีน) อธิบายว่า หน้าที่ของไตในทางการแพทย์คือการกรองของเสียออกจากเลือด ขับยูเรียและครีเอตินิน รวมถึงควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ขณะที่กิจกรรมทางเพศเกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาท และฮอร์โมน ซึ่งไม่ได้ดึงพลังงานจาก “ไต” โดยตรงตามความเชื่อดั้งเดิม

อาการอ่อนเพลีย ปวดหลัง หรือหมดแรงหลังมีเพศสัมพันธ์บ่อย มักเกิดจากภาวะร่างกายอ่อนล้าโดยรวม ไม่ใช่ผลโดยตรงต่อไต โดยเฉพาะในกรณีที่มีเพศสัมพันธ์ถี่ในระยะเวลาสั้น ร่วมกับการนอนน้อย ดื่มแอลกอฮอล์ หรือดื่มน้ำน้อย อาจส่งผลให้ร่างกายเกิดภาวะดังต่อไปนี้

  • อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
  • สูญเสียน้ำจากเหงื่อ แต่ไม่ได้รับการชดเชยเพียงพอ
  • ระยะเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ

หากพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้การไหลเวียนเลือดไปยังไตลดลงชั่วคราวจากภาวะขาดน้ำและความอ่อนล้า

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง การมีเพศสัมพันธ์อย่างเหมาะสมไม่ก่อให้เกิดภาวะไตเสื่อม โดยปัจจัยเสี่ยงที่แท้จริงมักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสมมากกว่า

6 พฤติกรรมทำลายไตที่ควรหลีกเลี่ยง

แพทย์เตือนว่า ไตไม่ได้เสื่อมลงจากกิจกรรมเพียงชั่วข้ามคืน แต่จะค่อย ๆ เสื่อมจากพฤติกรรมสะสมในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะ 6 ข้อต่อไปนี้

1.กลั้นปัสสาวะเป็นประจำ

การกลั้นปัสสาวะทำให้กระเพาะปัสสาวะตึงตัวเกินไป และเพิ่มความเสี่ยงที่เชื้อแบคทีเรียจะไหลย้อนขึ้นสู่ไต ก่อให้เกิดการติดเชื้อและกรวยไตอักเสบ ซึ่งหากเกิดซ้ำอาจทำให้ไตเสียหายถาวร

2.รับประทานอาหารเค็มจัด และโปรตีนสูงเกินไป

อาหารเค็มเพิ่มความเสี่ยงความดันโลหิตสูง ส่งผลต่อการทำงานของหน่วยไต ขณะที่การบริโภคโปรตีนมากเกินไปเพิ่มภาระในการขับของเสีย ทำให้ไตทำงานหนักและเสื่อมเร็วขึ้น

3.ดื่มน้ำน้อย หรือดื่มเฉพาะเมื่อกระหาย

น้ำมีบทบาทสำคัญต่อการขับของเสีย หากร่างกายขาดน้ำ จะทำให้ปัสสาวะเข้มข้น เพิ่มความเสี่ยงนิ่วในไตและการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โดยควรดื่มน้ำให้ได้ประมาณ 1,500–2,000 มิลลิลิตรต่อวัน

4.นอนดึกเป็นประจำ

ไตและระบบฮอร์โมนมีวงจรการฟื้นฟูในเวลากลางคืน การนอนดึกต่อเนื่องทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะเครียด ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดและทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กในไต

5.ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่เป็นประจำ

แอลกอฮอล์เพิ่มระดับกรดยูริก ส่วนสารพิษในบุหรี่ทำลายหลอดเลือด ส่งผลให้การทำงานของไตแย่ลงและเสื่อมเร็วขึ้น

6.ใช้ยาและอาหารเสริมโดยไม่จำเป็น

การใช้ยาแก้ปวด ยาต้านการอักเสบ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยไม่อยู่ภายใต้คำแนะนำแพทย์ อาจทำให้ไตทำงานหนักเกินไป และเพิ่มความเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน

แพทย์ย้ำว่า การดูแลสุขภาพไตไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์อย่างสุดโต่ง แต่ควรเน้นการใช้ชีวิตอย่างสมดุล ทั้งการดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อนอย่างเหมาะสม และควบคุมอาหาร

หากมีอาการผิดปกติ เช่น ตัวบวม ปัสสาวะมีฟอง ปริมาณปัสสาวะเปลี่ยนแปลง หรืออ่อนเพลียเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

ที่มา SOHA

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน