เช็กระบบขับถ่าย หากพบ “อุจจาระลอยน้ำ” อาจเป็นสัญญาณเตือนกินไขมันเกิน? แพทย์เผย 3 อาการสำคัญ อย่าเผลอมองข้าม รู้ทัน ปรับพฤติกรรมได้ไว

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ ความเชื่อที่ว่า “กินไขมันแล้วอ้วน” ยังคงฝังแน่นในกลุ่มคนลดน้ำหนักจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม นพ.หลี่ ซือเสียน แพทย์เวชศาสตร์ชาวจีน ระบุว่า ไขมันไม่ได้เปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในร่างกายโดยตรง ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ฮอร์โมนอินซูลินเป็นตัวกำหนด โดยหากสามารถควบคุมการบริโภคคาร์โบไฮเดรตได้เหมาะสม ไขมันจะกลายเป็นแหล่งพลังงานที่ช่วยให้อิ่มนานขึ้น

อย่างไรก็ตาม การบริโภคไขมันมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อปรากฏสัญญาณเตือน 3 ประการ ได้แก่ อุจจาระลอยน้ำ อาการแน่นหรือปวดบริเวณชายโครงขวา และน้ำหนักตัวหยุดนิ่ง ซึ่งอาจสะท้อนว่าร่างกายได้รับไขมันเกินความจำเป็น

นพ.หลี่อธิบายเพิ่มเติมว่า ไขมันมีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นองค์ประกอบของสมอง ปลอกประสาท และเยื่อหุ้มเซลล์ อีกทั้งการสะสมไขมันต้องอาศัยอินซูลินเป็นตัวกลาง หากการรับประทานอาหารไม่กระตุ้นอินซูลินมากเกินไป ไขมันจะถูกใช้เป็นพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดความอยากคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้ที่รับประทานอาหารแบบคาร์โบไฮเดรตต่ำบางรายสามารถลดน้ำหนักได้ดี

อย่างไรก็ดี ปริมาณการบริโภคไขมันยังคงมีขีดจำกัด เนื่องจากความสามารถในการย่อยและดูดซึมไขมันของแต่ละคนแตกต่างกัน หากได้รับเกินกว่าที่ร่างกายจัดการได้ จะเกิดสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้

1.ท้องเสีย หรืออุจจาระลอยน้ำ

เมื่อปริมาณไขมันที่รับประทานเกินความสามารถของน้ำดีและเอนไซม์ย่อยไขมัน ไขมันส่วนเกินจะผ่านเข้าสู่ลำไส้ ทำให้เกิดอาการท้องเสีย หากอุจจาระลอยน้ำ มีลักษณะมันเงา อาจเป็นสัญญาณของการดูดซึมไขมันที่ไม่สมบูรณ์ โดยมักพบในผู้ที่มีปัญหาถุงน้ำดีหรือเคยผ่าตัดถุงน้ำดี

2.แน่นท้องหรือปวดบริเวณชายโครงขวา

อาจมีอาการปวดร้าวไปยังไหล่ขวาร่วมด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนจากตับและถุงน้ำดีว่ากำลังทำงานหนักจากไขมันที่มากเกินไป หากมีอาการดังกล่าวหลังรับประทานอาหารไขมันสูงบ่อยครั้ง ควรลดปริมาณไขมันในแต่ละมื้อ

3.น้ำหนักตัวไม่ลดลง

พบได้ในผู้ที่รับประทานอาหารแบบคาร์โบไฮเดรตต่ำ เมื่อร่างกายเริ่มเผาผลาญไขมันได้ดี แต่ยังคงได้รับไขมันจากภายนอกในปริมาณมาก จะทำให้ร่างกายไม่ดึงไขมันสะสมมาใช้ เปรียบเสมือนการเติมน้ำมันรถอย่างต่อเนื่อง จึงไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันสำรอง

สำหรับผู้ที่ต้องการบริโภคไขมันเพื่อสุขภาพ แพทย์แนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงทั้งหมด แต่ควรหาปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายของตนเอง โดยเริ่มจากปริมาณน้อยและค่อย ๆ เพิ่ม พร้อมสังเกตการตอบสนองของร่างกาย เนื่องจากแต่ละคนมีความสามารถในการย่อยไขมันต่างกัน

นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับ “ชนิดของไขมัน” มากกว่าปริมาณ โดยแนะนำให้เลือกไขมันจากแหล่งธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด ถั่ว เนยจากวัวเลี้ยงด้วยหญ้า น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปลา พร้อมหลีกเลี่ยงน้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการแปรรูปทางอุตสาหกรรม

แพทย์ย้ำว่า การเรียนรู้และสังเกตสัญญาณจากร่างกายตนเอง เพื่อค้นหาปริมาณการบริโภคที่เหมาะสม เป็นกุญแจสำคัญของการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว

ที่มา ETtoday

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน