แพทย์เตือน 7 สัญญาณ ที่อาจบอกได้ว่า “ตับ” กำลังมีปัญหา แค่มีข้อเดียว ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่อันตรายต่อสุขภาพ รู้ไว รีบพบแพทย์

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ “ตับ” เป็นอวัยวะที่มีบทบาทสำคัญต่อร่างกายในหลายด้าน ทั้งการเผาผลาญ การย่อยอาหาร และการกำจัดสารพิษ อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญ คือ เมื่อมีการทำงานผิดปกติ ตับมักไม่แสดงอาการเตือนตั้งแต่ระยะแรก

นพ.ชาเลน อการ์วาล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศอินเดีย ให้สัมภาษณ์กับ Times of India ว่า
“ในการรักษาโรคตับ การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ถือเป็นปัจจัยสำคัญ หลายคนมาพบแพทย์เมื่ออาการชัดเจนแล้ว ซึ่งในเวลานั้น ตับอาจได้รับความเสียหายจนเข้าสู่ระยะลุกลาม”

ดังนั้น จึงแนะนำให้สังเกต 7 สัญญาณเตือนที่อาจบอกได้ว่า “ตับของคุณกำลังมีปัญหา”

1. อ่อนเพลียเรื้อรัง แม้พักผ่อนแล้วก็ไม่ดีขึ้น

อาการเหนื่อยล้าอาจเริ่มจากความรู้สึกธรรมดา คล้ายผลจากการทำงานหนักหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่หากอาการนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซ้ำบ่อย และไม่ดีขึ้นแม้ได้นอนพักเพียงพอ ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด

เมื่อการทำงานของตับลดลง สารพิษอาจค้างอยู่ในกระแสเลือดนานขึ้น ส่งผลต่อสมองและระดับพลังงานของร่างกาย หลายคนมักโทษความเครียด อายุที่มากขึ้น หรือคุณภาพการนอนที่ไม่ดี จนมองข้ามความเป็นไปได้ว่าตับอาจกำลังมีปัญหา

2. ตาเหลือง ผิวเหลือง

อาการตัวเหลืองหรือตาเหลืองเป็นหนึ่งในสัญญาณที่สังเกตได้ง่าย แต่ก็มักปรากฏเมื่อโรคดำเนินไปมากแล้ว ภาวะนี้เกิดจากการสะสมของสารบิลิรูบินในเลือด เนื่องจากตับไม่สามารถกำจัดได้ตามปกติ

แพทย์ระบุว่า หลายคนมาพบแพทย์เมื่ออาการเหลืองชัดเจนแล้ว ซึ่งหมายความว่าตับอาจถูกทำลายอย่างมาก ดังนั้น หากสังเกตว่าตาขาวหรือผิวหนังมีสีเหลืองผิดปกติ ไม่ควรชะล่าใจ รีบพบแพทย์ทันที

3. เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

ตับมีบทบาทสำคัญต่อระบบย่อยอาหารและการเผาผลาญ เมื่อการทำงานของตับผิดปกติ ร่างกายอาจสูญเสียความสามารถในการรับและแปรรูปอาหาร ผู้ป่วยอาจเริ่มรับประทานได้น้อยลง ไม่อยากอาหาร และน้ำหนักลดลงโดยไม่ได้ตั้งใจ

อาการนี้มักถูกมองว่าเกิดจากความเครียด สภาพอากาศ หรือปัญหาทางเดินอาหารทั่วไป แต่หากมีอาการร่วมกับความอ่อนเพลียเรื้อรังหรือความผิดปกติอื่น ๆ ควรระวังว่าอาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกาย

4. รู้สึกแน่น หนัก หรือบวมบริเวณท้อง

ไม่ใช่อาการท้องอืดทุกกรณีจะเกี่ยวข้องกับตับ แต่หากรู้สึกแน่น หนัก หรือบวมบริเวณท้องบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่อแตกต่างจากอาการแน่นท้องทั่วไปหลังรับประทานอาหาร ควรระมัดระวัง

ในระยะที่โรครุนแรง อาจเกิดการสะสมของของเหลวในช่องท้อง หรือที่เรียกว่า “ภาวะท้องมาน” ซึ่งมักเป็นสัญญาณว่าตับได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง แม้อาการเริ่มต้นอาจไม่รุนแรงมาก แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังอาจซับซ้อนกว่าที่คิด

5. ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด

ปัสสาวะสีเข้มหรืออุจจาระสีซีดมักถูกเข้าใจว่าเกิดจากการดื่มน้ำน้อยหรือการเปลี่ยนแปลงด้านอาหาร แต่ในความเป็นจริง อาจเป็นสัญญาณว่าระบบน้ำดีกำลังมีปัญหา

ตับมีหน้าที่ผลิตน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน หากกระบวนการนี้ผิดปกติ สีของปัสสาวะและอุจจาระอาจเปลี่ยนแปลง ซึ่งแม้ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็อาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพของตับและถุงน้ำดี

6. ฟกช้ำง่าย เลือดออกหยุดยาก

หากกระแทกเพียงเล็กน้อยแต่เกิดรอยช้ำขนาดใหญ่ หรือมีบาดแผลเล็ก ๆ ที่เลือดหยุดไหลยาก ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะตับมีหน้าที่สร้างโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด เมื่อการทำงานของตับลดลง ระบบดังกล่าวก็อาจบกพร่องตามไปด้วย

หลายคนเริ่มสังเกตเห็นปัญหาเมื่อมีรอยฟกช้ำเกิดขึ้นบ่อยครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาสุขภาพที่ลึกกว่านั้น

7. คันเรื้อรังโดยไม่มีผื่น

อาการคันตามผิวหนังมักทำให้หลายคนนึกถึงอาการแพ้ สภาพอากาศ หรือโรคผิวหนัง แต่หากมีอาการคันต่อเนื่องโดยไม่มีผื่น และไม่ทราบสาเหตุ อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาตับ

ภาวะนี้อาจเกิดจากการสะสมของเกลือน้ำดีใต้ผิวหนัง เนื่องจากตับทำงานผิดปกติ และถือเป็นหนึ่งในอาการที่ถูกวินิจฉัยผิดได้ง่ายที่สุด เพราะผู้ป่วยมักรักษาที่ผิวหนังโดยไม่ทราบว่าต้นเหตุอยู่ภายในร่างกาย

นพ.อการ์วาล กล่าวว่า “ตับมักไม่เสื่อมลงอย่างเฉียบพลัน ความเสียหายมักสะสมอย่างเงียบ ๆ เป็นเวลานาน และไม่ได้ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดเสมอไป จึงทำให้หลายคนละเลย”

ดังนั้น อาการอย่างอ่อนเพลียเรื้อรัง ตัวเหลือง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องบวมผิดปกติ สีปัสสาวะหรืออุจจาระเปลี่ยน ฟกช้ำง่าย หรือคันโดยไม่ทราบสาเหตุ ล้วนเป็นสัญญาณที่ควรให้ความสำคัญ แม้มีเพียงอาการเดียวก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ โดยเฉพาะเมื่ออาการยืดเยื้อหรือเกิดร่วมกับความผิดปกติอื่น ๆ

ที่มา SOHA

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน