สะเทือนใจคนเป็นครู รีบเข้าช่วยเด็ก 7-12 ปี นั่งเกร็งหันหลังให้พ่อแม่ที่กำลังทะเลาะกัน ครูเผย เด็กไม่ควรรับรู้เรื่องของผู้ใหญ่ และไม่ควรใช้ความรุนแรงภายในครอบครัว
จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปที่ได้เข้าไปช่วยเหลือเด็ก 3 คนออกจากสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว โดยเขียนข้อความว่า เด็ก 7-12 ขวบกำลังอยู่ในวัยเรียนรู้ โลกของเขาสดใสมากๆ แต่พวกคุณเป็นผู้ปกครองกำลังทำลายมันลงอย่างตั้งใจ
ต่อมาวันที่ 19 พ.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ นางสาวสุภาวดี หรือครูกุ๊ก อายุ 29 ปี เจ้าของโพสต์ โดยเล่าว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 69 เวลาประมาณ 15:30 น. ตนกำลังเดินทางกลับบ้านจากสอนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ชัยภูมิ และได้แวะซื้อของที่ร้านค้าแถวโรงเรียน จังหวะที่ตนลงจากรถ ตนเองได้ยินเสียงคนทะเลาะกัน แต่ตนคิดว่าหยอกล้อกัน เพราะคนที่อยู่ร้านค้าตรงนั้นนั่งฟังปกติ
แต่ตนก็แปลกใจ จึงถามคุณพ่อที่ขายของอยู่ตรงนั้น คุณพ่อจึงเล่าว่า เป็นเรื่องปกติเพราะว่าเจอเหตุการณ์แบบนี้ประจำ บางที 4 – 5 ทุ่ม ก็มาเคาะบ้านที่เป็นร้านค้าเพื่อขอความช่วยเหลือบ่อยครั้ง
ตอนนั้นตนจึงมั่นใจว่าไม่ใช่การหยอกล้อ หรือล้อเล่นกัน และได้ยินเสียงทะเลาะที่ดังขึ้น ตนจึงตัดสิน เดินไปหยิบโทรศัพท์ในรถ เพื่อถ่ายคลิปในการปกป้องและป้องกันตัวเองกลัวว่าจะถูกลูกหลง จังหวะที่ตนเดินเข้าไปใกล้ เห็นเด็กทั้ง 3 คน อายุประมาณ 7-12 ปี นั่งหันหลังให้พ่อแม่ที่กำลังทะเลาะกัน
โดยเด็ก นั่งนิ่ง เกร็ง เหมือนกลัว และเห็นว่าเด็กคนหนึ่งเป็นนักเรียนของเพื่อนตน ซึ่งตนรู้จักชื่อ เลยตัดสินใจเดินเข้าไปและเรียกชื่อเด็ก ทำให้เด็กมองหน้าตน และเด็กตัดสินใจลุกขึ้นมาหาตนข้างนอก ที่ห่างจากจุดที่พ่อแม่ทะเลาะกัน พอเด็กออกมาหาตน พ่อแม่เด็กที่ทะเลาะกัน ได้เข้าไปทะเลาะกันต่อในบ้าน
ส่วนตนได้ชวนเด็กคุยให้เด็กคลายเครียดลงเพราะสีหน้าเด็กเครียดพอสมควร จากนั้นเด็กกังวลว่าจะออกห่างจากบ้านนานจึงรีบกลับเข้าไป ตนจึงแนะนำให้พี่คนโตพาน้องอีก 2 คน ออกมาเล่นข้างนอกก่อน ซึ่งเด็กก็ทำตามที่ตนบอก แต่ไม่ได้อออกห่างจากบ้านมากก
ครูกุ๊ก บอกอีกว่า หลายๆ คนเจอประสบการณ์แบบนี้บางคนไม่กล้าเผชิญหน้า หรือบางคนเมินเฉย แต่ตนมองว่าเหตุการณ์แบบนี้เด็กไม่ควรที่จะรับรู้เรื่องของผู้ใหญ่
ส่วนที่ตนนำคลิปไปลงที่โซเชียลนั้น เพราะตนไม่ต้องการให้การใช้ความรุนแรงที่ผู้ใหญ่ทำกัน ไม่ถูกมองเป็นเรื่องปกติ เพราะเด็กมันซึมซับ บางครั้งผู้ใหญ่ก็บอกว่าเดี๋ยวเด็กก็ลืม เด็กไม่รู้อะไร แต่อยากให้ทุกคนตระหนักว่า มันคือจุดที่ทำให้เด็กมีปม ช่วงชีวิตของเด็กที่โตมา มันมีพื้นฐานที่เป็นรากฐานตั้งแต่เด็ก และสถาบันครอบครัวนี้สำคัญมาก
หลังจากวันนั้นตนได้แวะเวียนไปดู เด็กทั้ง 3 คน แต่พบว่าบ้านปิด และไม่ได้เจอเด็กที่โรงเรียนอีกเลย ทั้งที่เปิดเทอมตั้งแต่วันจันทร์ แต่เท่าที่ทราบข่าวคือแม่เด็กอาจจะพาเด็กไปอยู่ด้วยที่กรุงเทพ เพราะแม่เด็กทำงานในกรุงเทพ
สุดท้ายนี้อยากฝากถึงพ่อแม่ว่าไม่ควรใช้ความรุนแรงในครอบครัว เพราะเด็กทุกวันนี้กำลังจะเติบโตไปเป็นกำลังหลักของชาติ ถ้าเราอยากให้เด็กโตไปเป็นผู้ใหญ่แบบไหน เราต้องปลูกฝังไว้ตั้งแต่ตอนนึ้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสถาบันครอบครัวเพราะเด็ก จะซึมซับพฤติกรรมต่างๆจากคนในครอบครัว และเด็กยังเป็นตัวสะท้อนสภาพแวดล้อมหรือการเลี้ยงดูได้เป็น