ผลวิจัยเผยรายชื่อ 5 ประเทศ “หลงตัวเอง” มากที่สุดในโลก ไม่ใช่สหรัฐอเมริกาอย่างที่หลายคนคิด พร้อมเผยการหลงตัวเอง ก็มีข้อดีที่ซ่อนอยู่

เมื่อพูดถึง “ประเทศที่หลงตัวเองที่สุดในโลก” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับแรก เพราะเป็นสังคมที่เน้นความเป็นปัจเจกและการแสดงออกถึงตัวตน แต่ผลการศึกษาขนาดใหญ่ล่าสุดจาก Michigan State University ซึ่งสำรวจคนกว่า 45,000 คนใน 53 ประเทศ กลับพบว่า ประเทศที่มีแนวโน้ม “หลงตัวเอง” สูงที่สุดไม่ใช่อเมริกาอย่างที่หลายคนคิด

งานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสาร Self and Identity และได้รับความสนใจจากสื่อหลายแห่ง เช่น BBC Science Focus Magazine โดยทีมวิจัยต้องการศึกษาว่าวัฒนธรรม เพศ อายุ และสถานะทางสังคม ส่งผลต่อระดับ “ความหลงตัวเอง” (Narcissism) อย่างไร

ผลการจัดอันดับประเทศที่มีความหลงตัวเองสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. เยอรมนี
  2. อิรัก
  3. จีน
  4. เนปาล
  5. เกาหลีใต้

ส่วน 5 ประเทศที่มีระดับต่ำที่สุด ได้แก่

  1. เซอร์เบีย
  2. ไอร์แลนด์
  3. สหราชอาณาจักร
  4. เนเธอร์แลนด์
  5. เดนมาร์ก

สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคืออันดับของสหรัฐฯ เพราะในอดีตเคยมีงานวิจัยประเมินว่าชาวอเมริกันราว 20% เข้าข่าย “โรคบุคลิกภาพหลงตัวเอง” (Narcissistic Personality Disorder หรือ NPD) ทำให้สหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็น “สังคมแห่งความหลงตัวเอง” มาโดยตลอด แต่ผลวิจัยครั้งนี้กลับชี้ว่า แม้จะอยู่ในระดับค่อนข้างสูง แต่ก็ยังห่างไกลจากอันดับหนึ่งมาก

หนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัย นักจิตวิทยาด้านบุคลิกภาพ William Chopik ยอมรับว่า ผลลัพธ์นี้ขัดกับความเชื่อเดิมในวงการจิตวิทยา เพราะเดิมทีทีมวิจัยคาดว่า ประเทศที่มีวัฒนธรรมแบบ “รวมหมู่” (collectivist culture) ซึ่งเน้นความร่วมมือและลำดับชั้นทางสังคม จะมีความหลงตัวเองต่ำกว่า แต่ผลกลับตรงกันข้าม นักวิจัยมองว่า สังคมแบบรวมหมู่บางแห่งให้ความสำคัญกับสถานะทางสังคม การประเมินจากคนรอบข้าง และลำดับชั้นมาก จนอาจยิ่งกระตุ้นแนวโน้มความหลงตัวเองได้

งานวิจัยยังแบ่ง “ความหลงตัวเอง” ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  1. “Admiration” หรือความหลงตัวเองแบบต้องการการชื่นชม
    เช่น ชอบเป็นจุดสนใจ มั่นใจในตัวเอง ชอบอวด และเน้นความสำเร็จส่วนตัว
  2. “Rivalry” หรือความหลงตัวเองเชิงแข่งขัน
    เช่น มีความป้องกันตัวสูง เป็นศัตรูง่าย หรือชอบดูถูกผู้อื่น

คนอายุน้อยมักมีแนวโน้มหลงตัวเองมากกว่าคนอายุมาก

แต่ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป เพราะวัยหนุ่มสาวเป็นช่วงสร้างตัวตน แข่งขัน และแสวงหาความสำเร็จ ความมั่นใจและการให้ความสำคัญกับตนเองจึงอาจเป็นกลยุทธ์ในการเอาตัวรอดทางสังคม

ผู้ชายมีคะแนนความหลงตัวเองเฉลี่ยสูงกว่าผู้หญิง

อาจเกี่ยวข้องกับค่านิยมทางสังคมที่ปลูกฝังให้ผู้ชายต้องเป็นผู้นำ แข่งขัน และแข็งแกร่ง ซึ่งมีบางส่วนทับซ้อนกับบุคลิกแบบหลงตัวเอง

คนที่มองว่าตนเองมีสถานะทางสังคมสูง รายได้ดี หรือได้รับความเคารพมาก มักมีแนวโน้มหลงตัวเองสูงกว่าเช่นกัน อาจเพราะคนกลุ่มนี้แสวงหาอำนาจและสถานะมากกว่า หรือเชื่อว่าตนสมควรได้รับสิทธิพิเศษและการยกย่องมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยย้ำว่า “ความหลงตัวเอง” ไม่ได้เท่ากับ “ความผิดปกติทางจิต” เสมอไป นักจิตวิทยาส่วนใหญ่มองว่า ความหลงตัวเองเป็น “สเปกตรัม” อย่างหนึ่ง ระดับที่พอเหมาะอาจช่วยสร้างความมั่นใจและแรงผลักดัน แต่หากรุนแรงเกินไป ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และกระทบต่อความสัมพันธ์หรือการใช้ชีวิต จึงจะเข้าข่าย “โรคบุคลิกภาพหลงตัวเอง” จริง ๆ

ที่มา: ctwant

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน