ครอบครัวไรเดอร์แฉหมดเปลือก บริษัทจีนจ้างให้เล่นดราม่าสู้ชีวิต วางสคริปต์ทุกขั้นตอน ก่อนยึดช่อง TikTok หนี อยากขอโทษสังคม
จากกรณีไรเดอร์อินฟลูเอนเซอร์สายสู้ชีวิต ออกมาเล่าประสบการณ์การร่วมงานกับบริษัทรับผลิตคอนเทนต์ ซึ่งอ้างว่าเป็นบริษัทของชาวจีน โดยระบุว่า ถูกว่าจ้างให้เล่นคอนเทนต์ดราม่าเพื่อเรียกยอดคนดูและกระแสความสงสารบนโลกออนไลน์ พร้อมวางสคริปต์ทุกขั้นตอน กระทั่งภายหลังเกิดปัญหาขัดแย้ง และถูกยึดบัญชี TikTok ไปในที่สุด
ต่อมา เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 25 พ.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ย่านวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร เพื่อพูดคุยกับ น.ส.ฉันทิศา อายุ 19 ปี เปิดใจกับข่าวสดออนไลน์ ว่า เดิมทีตนและแฟนประกอบอาชีพไรเดอร์ส่งอาหาร และมักถ่ายคลิปชีวิตประจำวัน รวมถึงโมเมนต์พาลูกน้อยวัย 8 เดือน ออกไปทำงานด้วยกัน ลงใน TikTok เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำของครอบครัว
กระทั่งช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา คลิปเหตุการณ์ที่ทั้งคู่ถูกหญิงชาวจีนโยนเงินใส่ กลายเป็นไวรัล ทำให้มียอดผู้ติดตามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมประมาณ 1,000 คน ก่อนจะมีตัวแทนบริษัทรับผลิตคอนเทนต์แห่งหนึ่งติดต่อเข้ามาทาง TikTok เพื่อชักชวนให้ร่วมงาน
ต่อมาช่วงประมาณวันที่ 17 เม.ย. ตัวแทนบริษัทได้นัดหมายให้ตนและแฟนไปพูดคุยรายละเอียดงาน ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งภายในซอยงามวงศ์วาน 43 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.
น.ส.ฉันทิศา เล่าว่า วันที่ 21 เม.ย. ตน แฟน และลูกวัย 8 เดือน ขี่รถจักรยานยนต์ไปตามนัด และได้พบกับชายชาวจีนที่อ้างตัวเป็นเจ้าของบริษัท พร้อมล่ามและทีมงานรวม 4 คน โดยทางบริษัทสอบถามเรื่องชีวิตประจำวัน รูปแบบคอนเทนต์ ความสนใจ
รวมถึงปัญหาหนี้สินของทั้งคู่ ใช้เวลาพูดคุยนานกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนเสนอให้ทำคอนเทนต์แนว “ครอบครัวสู้ชีวิต” พร้อมตกลงจ่ายค่าตอบแทนคลิปละ 1,000 บาท โดยบริษัทจะเป็นผู้คิดสคริปต์ทั้งภาพและเสียงทั้งหมด
ด้วยความต้องการหารายได้เลี้ยงครอบครัว ทั้งคู่จึงตัดสินใจตอบตกลงร่วมงาน หลังจากนั้นทางบริษัทได้ตั้งกลุ่มไลน์ เพื่อส่งสคริปต์และนัดหมายถ่ายทำคอนเทนต์ต่าง ๆ
คลิปแรกถูกถ่ายทำที่ห้องพักย่านวังทองหลาง โดยชายชาวจีนที่อ้างว่าเป็นเจ้าของบริษัท เดินทางมาพร้อมทีมงานรวม 4 คน ซึ่งในวันดังกล่าว ทีมงานเป็นผู้จัดฉากภายในห้องพักให้ดูน่าสงสาร พร้อมกำหนดบทพูดและสถานการณ์ทั้งหมด ก่อนจะขอรหัสบัญชี TikTok ไปดูแลเอง โดยอ้างว่าจะเป็นผู้ลงคลิปทั้งหมดให้
น.ส.ฉันทิศา ยอมรับว่า หลังคลิปเผยแพร่ออกไป กระแสตอบรับบนโลกออนไลน์รุนแรงทั้งด้านบวกและด้านลบ จนทำให้รู้สึกไม่สบายใจ และเคยพูดคุยกับตัวแทนบริษัทเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว แต่กลับได้รับคำตอบว่า การถูกคนด่าหรือวิพากษ์วิจารณ์ หมายถึงคอนเทนต์ประสบความสำเร็จ และเป็นสิ่งที่บริษัทวางแผนไว้ตั้งแต่แรกหลังจากนั้น บริษัทก็ยังคงส่งสคริปต์คอนเทนต์มาให้อย่างต่อเนื่อง
ต่อมาวันที่ 4 พ.ค. ทางบริษัทนัดหมายให้ทั้งคู่เข้าไปพูดคุยที่สำนักงานย่านงามวงศ์วาน 43 อีกครั้ง พร้อมนำเอกสารสัญญามาให้เซ็น โดยเปลี่ยนรูปแบบค่าจ้างจากคลิปละ 1,000 บาท เป็นเงินเดือนรวม 20,000 บาทต่อเดือน แบ่งเป็นคนละ 10,000 บาท ภายใต้สัญญาระยะเวลา 3 ปี ซึ่งทั้งคู่ยอมเซ็น เพราะมองว่าเงินดังกล่าวอาจช่วยปลดหนี้และดูแลครอบครัวได้
หลังจากนั้น บริษัทเริ่มวางแนวทางคอนเทนต์ใหม่ โดยให้ทั้งคู่เปิดร้านขายหมูปิ้ง และบริษัทเป็นผู้ลงทุนค่าอุปกรณ์ให้ทั้งหมด แต่ น.ส.ฉันทิศา ระบุว่า ตนเองเคยขายไก่ทอดมาก่อน จึงรู้สึกถนัดมากกว่า และอยากเปลี่ยนไปขายไก่ทอดแทน ทว่าทางบริษัทอ้างว่า แฟนคลับในช่องอยากเห็นขายหมูปิ้งมากกว่า ทำให้ทั้งคู่ต้องทำตามแผนที่บริษัทวางไว้
กระทั่งเวลาผ่านไป ตนเริ่มรู้สึกกดดัน และต้องการขายไก่ทอดอย่างจริงจัง จึงกลับไปพูดคุยกับบริษัทอีกครั้ง แต่บริษัทแจ้งว่า หากต้องการขายไก่ทอด จะต้องลงทุนกันเอง เพราะบริษัทจะไม่ออกค่าใช้จ่ายให้
ต่อมาวันที่ 22 พ.ค. น.ส.ฉันทิศา ตัดสินใจโพสต์ข้อความลง TikTok ว่ากำลังจะเปิดร้านขายไก่ทอดเอง ทำให้ทางบริษัทไม่พอใจ และส่งข้อความมาต่อว่า พร้อมอ้างว่าทั้งคู่ทำผิดสัญญา อีกทั้งยังส่งเอกสารสัญญาบางส่วนมาให้ดู ก่อนแจ้งยกเลิกการร่วมงาน และให้ลบคลิปทั้งหมดออกจากช่อง ซึ่งทั้งคู่ก็ยินยอมทำตาม
นอกจากนี้ ระหว่างร่วมงาน บริษัทได้มอบโทรศัพท์ iPhone 14 ให้ 1 เครื่อง เพื่อใช้ถ่ายทำคอนเทนต์ แต่หลังเกิดปัญหา ทั้งคู่ได้ส่งคืนโทรศัพท์ให้บริษัททันทีในวันเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นาน บัญชี TikTok ของทั้งคู่เริ่มมีการแจ้งเตือนว่ามีผู้พยายามเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกไว้กับบัญชี ก่อนจะมีชื่อผู้ใช้งานภาษาจีนเข้ามาเปลี่ยนรหัสผ่าน ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้อีกเลย
หลังเกิดเหตุ น.ส.ฉันทิศา พยายามติดต่อบริษัทเพื่อขอช่อง TikTok คืน โดยยอมแม้กระทั่งไม่รับเงินเดือนที่ตกลงกันไว้ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ มีเพียงการส่งชื่อและเบอร์โทรศัพท์ที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมาให้ติดต่อกลับเท่านั้น ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้โทรศัพท์กลับไป
เจ้าตัวยังตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทอาจต้องการบัญชี TikTok ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เพื่อนำไปใช้งานต่อ และกังวลว่าช่องดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย เช่น เว็บพนันออนไลน์
น.ส.ฉันทิศา กล่าวทิ้งท้ายว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอยากขอโทษสังคม พร้อมยืนยันว่า คอนเทนต์ทั้งหมดที่เคยเผยแพร่ใน TikTok เป็นคอนเทนต์ที่บริษัทกำหนดสคริปต์ให้ทั้งหมด ไม่ได้คิดขึ้นเอง โดยสิ่งที่ตัดสินใจทำลงไป เพราะต้องการหารายได้มาเลี้ยงดูครอบครัวเท่านั้น
ทั้งนี้ เจ้าตัวอยากฝากเรื่องราวของตนเองไว้เป็นอุทาหรณ์ ให้ผู้ที่รับงานลักษณะดังกล่าวตรวจสอบรายละเอียดให้รอบคอบ เพราะปัจจุบันคอนเทนต์แนวเรียกความสงสารบนโลกออนไลน์มีจำนวนมาก และผู้ชมอาจไม่รู้เลยว่า เบื้องหลังของคอนเทนต์เหล่านั้นเป็นอย่างไร