เช็กด่วน! 4 อาหารในตู้เย็น ยิ่งแช่นานยิ่งแย่ อาจกลายเป็น “แหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรีย” เสี่ยงกระทบสุขภาพโดยไม่รู้ตัว แนะวิธีการจัดเก็บที่ถูกต้อง
เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569
รายงานจากสื่อต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอาหารเตือนว่า แม้ตู้เย็นจะช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าอาหารที่เก็บไว้จะปลอดภัยตลอดเวลา หากเก็บรักษาไม่ถูกวิธีหรือทิ้งไว้นานเกินไป อาหารบางชนิดอาจกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาหารเป็นพิษได้
หลายคนเข้าใจว่าเพียงนำอาหารเข้าตู้เย็นก็สามารถเก็บไว้รับประทานได้เป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ แต่ในความเป็นจริง อาหารบางประเภทที่พบได้ในแทบทุกครัวเรือนมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียมากกว่าที่คิด

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ตรวจสอบอาหาร 4 ประเภทต่อไปนี้เป็นประจำ
1. ข้าวสุกหรือข้าวเหลือที่เก็บไม่ถูกวิธี
ข้าวสุกเป็นอาหารที่แทบทุกบ้านมีติดตู้เย็น แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่าข้าวและเมล็ดข้าวสามารถปนเปื้อนสปอร์ของแบคทีเรีย Bacillus cereus ได้
แม้จะผ่านการหุงสุกแล้ว สปอร์ของเชื้อชนิดนี้ยังสามารถคงอยู่ได้ หากปล่อยข้าวไว้ที่อุณหภูมิห้องนานเกินไปก่อนนำเข้าตู้เย็น เชื้อแบคทีเรียอาจเพิ่มจำนวนและสร้างสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
ที่สำคัญ สารพิษบางชนิดที่เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวสร้างขึ้นสามารถทนความร้อนได้ ทำให้การนำข้าวมาอุ่นซ้ำอาจไม่สามารถกำจัดความเสี่ยงได้ทั้งหมด
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เก็บข้าวเข้าตู้เย็นภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังหุงสุก และควรรับประทานให้หมดภายในระยะเวลาอันสั้น แทนการเก็บไว้นานหลายวัน

2. อาหารปรุงสุกที่เหลือจากมื้อก่อน
หลายครอบครัวนิยมเก็บอาหารเหลือไว้รับประทานในมื้อถัดไปเพื่อลดการสูญเสียอาหาร แม้จะเป็นพฤติกรรมที่ช่วยประหยัด แต่ก็อาจแฝงความเสี่ยงด้านสุขอนามัยหากเก็บไว้นานเกินไป
หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารหลายแห่งแนะนำว่า อาหารปรุงสุกส่วนใหญ่ควรรับประทานภายใน 3-4 วัน หลังแช่เย็นอย่างถูกต้อง
หลังจากนั้น ความเสี่ยงในการเพิ่มจำนวนของเชื้อแบคทีเรียจะสูงขึ้น แม้อาหารจะยังไม่มีกลิ่นผิดปกติหรือไม่มีร่องรอยเน่าเสียให้เห็นอย่างชัดเจนก็ตาม
โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ไข่ และนม มักเสื่อมคุณภาพได้เร็วกว่าประเภทอื่น

3. เนื้อสัตว์ที่ผ่านการละลายและแช่แข็งซ้ำหลายครั้ง
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย คือ การนำเนื้อสัตว์ออกจากช่องแช่แข็งมาละลาย ใช้เพียงบางส่วน แล้วนำส่วนที่เหลือกลับไปแช่แข็งอีกครั้ง
ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ทุกครั้งที่อาหารถูกละลายน้ำแข็ง โดยเฉพาะเมื่อวางไว้ที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลานาน เชื้อแบคทีเรียจะมีโอกาสเพิ่มจำนวนมากขึ้น
การนำกลับไปแช่แข็งไม่ได้ช่วยกำจัดเชื้อเหล่านั้น แต่เพียงชะลอการเจริญเติบโตเท่านั้น เมื่อมีการละลายครั้งต่อไป เชื้อแบคทีเรียอาจเพิ่มจำนวนจนถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
วิธีที่ปลอดภัยกว่า คือ แบ่งอาหารออกเป็นส่วนย่อยก่อนแช่แข็ง และละลายเฉพาะปริมาณที่ต้องการใช้ในแต่ละครั้ง

4. ผัก ผลไม้ หรือวัตถุดิบที่หั่นเตรียมไว้ล่วงหน้า
ผักสลัด ผักสด สมุนไพร หรือผลไม้ที่ปอกเปลือกและหั่นไว้ล่วงหน้า แม้จะสะดวกต่อการใช้งาน แต่มีอายุการเก็บรักษาสั้นกว่าที่หลายคนคิด
หลังการหั่นหรือปอกเปลือก พื้นผิวของอาหารจะสัมผัสกับอากาศมากขึ้น ส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน กระบวนการออกซิเดชันก็เกิดขึ้นเร็วขึ้น ทำให้คุณค่าทางโภชนาการลดลง
หากพบว่าผักหรือผลไม้มีลักษณะลื่น เหนียว นิ่มผิดปกติ สีเปลี่ยนไป หรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ควรทิ้งทันที ไม่ควรนำมารับประทานต่อ

วิธีใช้ตู้เย็นอย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากเชื้อโรค
ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ตู้เย็นไม่ใช่เครื่องมือที่สามารถป้องกันการเน่าเสียของอาหารได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นผู้บริโภคควรรักษาอุณหภูมิช่องแช่เย็นให้ต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส และช่องแช่แข็งให้อยู่ที่ประมาณ -18 องศาเซลเซียส
นอกจากนี้ ควรเก็บอาหารในภาชนะปิดสนิท จดจำวันเวลาที่นำอาหารเข้าตู้เย็น และหมั่นตรวจสอบอาหารที่เก็บไว้นานเป็นประจำ
สำหรับอาหารปรุงสุก ควรบริโภคภายในไม่กี่วันหลังเก็บรักษา ส่วนอาหารที่เริ่มเปลี่ยนสี มีกลิ่นผิดปกติ หรือมีเชื้อราปรากฏ ควรทิ้งทันทีเพื่อความปลอดภัย
การตรวจเช็กตู้เย็นเป็นประจำและกำจัดอาหารที่หมดอายุหรือเก็บไว้นานเกินไป ไม่เพียงช่วยรักษาคุณภาพอาหาร แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรคอาหารเป็นพิษ และปกป้องสุขภาพของสมาชิกทุกคนในครอบครัวได้อีกด้วย
ที่มา SOHA