เปิดใจหนุ่มใจบุญ ดูแลยายวัย 85 หลังรู้ชีวิตสุดเวทนา อยู่ลำพัง ลูก 4 คนเสียชีวิตหมดแล้ว เล่าย้อนวันเริ่มต้น หอบข้าวหลามมาขายไกลบ้านกว่า 100 กิโลเมตร ขอทำหน้าที่แทนลูก พาไปทำตามความฝัน เผยเรื่องใจหาย ยายบอกเหมือนใกล้จะตายแล้ว
จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Nitsorn Phokha’ โพสต์เล่าเรื่องราวของ ยายตุ่น หญิงชรา วัย 85 ปี อาชีพเผาข้าวหลามขาย ใช้ชีวิตลำพังคนเดียวในบ้าน ลูก 4 คนเสียชีวิตไปหมดแล้ว ซึ่งผู้โพสต์ได้ติดกล้องวงจรปิดไว้ที่บ้านยายตุ่น เพื่อดูสารทุกข์สุกดิบ และพูดคุยถามไถ่ผ่านกล้อง รวมทั้งยังพยายามดูแลเท่าที่จะทำได้ ทำให้ได้รับเสียงชื่นชมจากโลกออนไลน์จำนวนมาก ไม่เพียงเท่านั้น ผู้โพสต์ยังชอบช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากอีกด้วย อ่านข่าว น่าเวทนา ยายวัย 85 ใช้ชีวิตคนเดียว ลูก 4 คนเสียชีวิตไปหมดแล้ว ขายข้าวหลามประทังชีวิต
ล่าสุดวันที่ 10 มิ.ย.69 ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ นายนิสสรณ์ พ่อค้า หรือแอ๊ด อายุ 48 ปี เจ้าของโพสต์ พร้อมเปิดเผยว่า ตนเปิดร้านซ่อมโทรศัพท์ที่ห้างสุรินทร์พลาซ่า และเห็นยายตุ่น นั่งขายข้าวหลามหน้าร้าน KFC บริเวณประตูทางเข้าห้างมานาน แต่ตนไม่เคยเข้าไปอุดหนุนเพราะไม่ชอบกินข้าวหลาม
กระทั่งเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว เวลาประมาณ 17.00 น. ตนเห็นว่าข้าวหลามของยายตุ่นเหลือเยอะมาก จึงเดินเข้าไปทักจึงทำให้รู้ว่ายายไม่ได้อยู่ใน อ.เมืองสุรินทร์ แต่อยู่ที่ อ.ท่าตูม ซึ่งห่างจากตัวเมืองกว่า 100 กิโลเมตร ซึ่งยายเดินทางจากบ้านโดยการเดินเท้าแล้วนั่งรถ บขส. เพื่อมาขายข้าวหลามใน อ.เมือง ทุกวันเพราะขายดีกว่า และยายจะคอยดูพระอาทิตย์เพื่อเป็นตัวบอกเวลา วันนั้นตนจึงตัดสินใจไปส่งยายที่ บขส.
นายนิสสรณ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นตนก็เข้าไปพูดคุยและส่งยายกลับบ้านบ่อยขึ้น จนได้รู้ถึงชีวิตเบื้องหลังว่า ยายขายข้าวหลามมา 30-40 ปีแล้ว เมื่อก่อนเดินขายทั่ว จ.สุรินทร์ แต่ปัจจุบันอายุเยอะขึ้นจึงต้องหาที่ขายเป็นหลักเป็นแหล่ง จึงมานั่งหน้าห้าง และโชคดีที่ไม่มีใครไล่ ยายมีลูก 4 คน และมีหลาน 3 คน แต่ลูกของยายเสียชีวิตไปหมดแล้ว เหลือเพียงหลาน 3 คน แต่หลานทั้ง 3 ได้แยกย้ายไปมีชีวิตตัวเอง จึงทำให้ยายต้องอยู่คนเดียวจนถึงทุกวันนี้
ตนได้ติดต่อพูดคุยกับยายมาตั้งแต่วันนั้น และมีช่วงหนึ่งยายปวดเข่า ตนจึงให้พัก แต่ยายไม่อยากพัก ตนจึงคอยช่วยเปิดหาออเดอร์ให้ โดยให้ยายทำข้าวหลามที่บ้านตามออเดอร์ จะได้ไม่ต้องเดินทางไกลไปขายถึงในเมือง และโชคดีที่มีคนใจบุญคอยช่วยซื้อข้าวหลามยายมาเสมอจนถึงปัจจุบัน
มากกว่านั้นตนยังคอยพายายไปทำตามความฝัน และสิ่งที่ยายอยากจะทำ ทั้งพาไปทะเลโดยมีคนใจดีคอยช่วยค่าใช้จ่าย คอยพาไปกิน KFC ไอศกรีม และคอยพาไปกินอะไรหลายๆ อย่าง
ส่วนที่ตนตัดสินใจติดกล้องวงจรปิดพูดคุยกับยาย เพราะว่า เดือนแรกตนโทรหายายทุกวัน หมดค่าโทรศัพท์ไป 2,700 บาท ซึ่งราคานี้ตนรับไม่ไหว เดือนที่ 2 จึงมีความคิดอยากติดกล้องวงจรปิดที่บ้านยาย จนมีผู้ใหญ่ใจดีคอยช่วย และตนได้เดินทางเข้าไปติดกล้องที่บ้าน เพื่อให้ยายไม่เหงา และตนจะได้คอยสอดส่องความปลอดภัยและสุขภาพของยายด้วย
นายนิสสรณ์ กล่าวอีกว่า ตอนนี้เป็นห่วงเรื่องสุขภาพที่สุด หรือกลัวยายเป็นอะไรไป ล้มแล้วไม่มีใครเห็น เพราะยายอายุ 85 แล้ว แต่พอมีกล้องวงจรปิดก็ยังดีที่ตนได้เห็นได้ทักทายอยู่ทุกวัน
หลังจากตนช่วยเหลือยาย ก็รู้สึกสบายใจและเข้าใจชีวิตมากขึ้น และทำให้รู้ว่าชีวิตไม่ได้ต้องการอะไรมาก เพียงใช้ชีวิตด้วยความสบายใจ แม้บางครั้งยายจะน้อยใจว่าทำไมลูกทั้ง 4 คนถึงต้องตาย และยายมักตัดพ้อว่า เดี๋ยวตนก็จะทิ้งยายไป
“เมื่อปลายปี ยายบอกว่า สงสัยยายใกล้จะตาย แกมีความรู้สึก แกเกิดมาไม่เคยไปหาหมอ สักครั้งนึงในชีวิตก็ไม่เคย เมื่อปลายปีแกก็ไม่สบาย แล้วแกมีความรู้สึกว่า พอผมเอาความสุขมาให้แกก็รู้สึกว่าแกจะจากไปเร็ว แต่ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ตายแกบอก ซึ่งก็แปลกใจว่าทำไมแกยังไม่ตาย ณ ตอนที่ผมพาแกไปเที่ยว ยายบอกว่าความรู้สึกตอนนี้กลับอยากมีชีวิตต่อ ทำไมเพิ่งมารู้สึกว่าชีวิตมันมีคุณค่ามาก เพราะทั้งชีวิตยายไม่เคยเจออะไรแบบนี้” นายนิสสรณ์
แม้ปัจจุบันทาง พม. และพัฒนาสังคมจะเข้ามาดูแลแล้ว แต่ตนก็ยังยืนว่าจะคอยดูแลคุณยายแบบนี้ไป ไม่ทิ้งไปไหน จะช่วยเหลือเท่าที่ช่วยเหลือได้ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตยาย