ยิ่งรู้ตัวเร็ว ยิ่งมีโอกาสรอด เช็กด่วน! อาการของ ‘มะเร็งตับ’ แพทย์ ชี้ หากลุกลามหนัก เสี่ยงเสียชีวิตได้ แนะ ผู้ป่วยกลุ่มไหนควรตรวจคัดกรอง
นพ.ธราธิป ประคองวงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและโรคตับ โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ให้ความรู้เรื่องโรคมะเร็งตับ ในบทความเรื่อง “มะเร็งตับ” ยิ่งรู้ตัวเร็ว ยิ่งมีโอกาสรอด โดยระบุว่า มะเร็งตับ (Hepatocellular carcinoma) เป็นมะเร็งที่เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งในประเทศไทยของเพศชาย และเป็นสาเหตุการตายอันดับสามของเพศหญิงรองมาจากมะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก
เนื่องจากประเทศในแถบเอเชีย มีการระบาดของไวรัสตับอักเสบบีที่เป็นสาเหตุสำคัญของตับแข็งและมะเร็งตับ นอกจากนี้สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งตับยังได้แก่
- เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี
- การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ไขมันเกาะตับ ซึ่งนำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด
ทำไมถึงควรคัดกรองมะเร็งตับ
เนื่องจากมะเร็งตับในระยะแรกในขณะที่ก้อนยังเล็ก มักไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แต่เจอจากการตรวจคัดกรอง หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ช่วงนี้ การรักษาจะมีโอกาสหายขาดสูง เนื่องจากการรักษาจะสามารถทำให้ก้อนหมดไปได้
แต่หากละเลยไม่ทำการคัดกรองสม่ำเสมอ จนมีอาการของมะเร็งตับแล้วการรักษาจะยากและโอกาสหายขาดน้อย เนื่องจากขนาดก้อนจะใหญ่ขึ้น สภาพตับที่มักมีตับแข็งอยู่แล้วจะแย่ลง มีโอกาสที่ก้อนจะกระจายออกนอกตับหรือติดอวัยวะสำคัญจนไม่สามารถผ่าตัด หรือใช้การรักษาอื่นๆ ให้หายขาดได้
ผู้ป่วยกลุ่มไหนควรคัดกรองมะเร็งตับ
เนื่องจากไวรัสตับอักเสบบีใช้นิวเคลียสของเซลล์ตับในการแบ่งตัวและสร้าง DNA จึงทำให้เกิดการผิดเพี้ยนของ DNA ในเซลล์ตับ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งตับได้โดยตรงถึงแม้ไม่มีภาวะตับแข็งก็ตาม และจากการศึกษาพบว่าผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบี มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับสูงกว่าประชากรทั่วไปถึง 100 เท่า
ดังนั้น ผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีที่มีข้อบ่งชี้ต่างๆ ต่อไปนี้ ควรคัดกรองมะเร็งตับอย่างสม่ำเสมอด้วยการทำอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนบนร่วมกับการเจาะเลือดหาค่ามะเร็งตับ AFP ทุก 6 เดือน ได้แก่
- ผู้ป่วยเพศชายชาวเอเชียอายุมากกว่า 40 ปี
- ผู้ป่วยเพศหญิงชาวเอเชียอายุมากกว่า 50 ปี
- ผู้ป่วยที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับชนิด HCC
- ผู้ป่วยชาวแอฟริกันอายุมากกว่า 50 ปี
นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุจาก ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี แอลกอฮอล์ ไขมันเกาะตับ genetic hemochomatosis, Primary billiary cirrhosis ควรทำการคัดกรองมะเร็งตับทุก 6 เดือน เช่นกัน
อาการของมะเร็งตับมีอะไรบ้าง?
ผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่มีอาการใดเลยในระยะแรกของมะเร็งตับขณะที่ตับยังทำงานได้ปกติ เมื่อมะเร็งตับเริ่มลุกลามจนเป็นเหตุให้ตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการดังนี้
- ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณข้างขวาด้านบน ผู้ป่วยบางรายมีอาการปวดร้าวที่หลังหรือไหล่ร่วมด้วย
- ท้องบวมจากการสะสมของน้ำในช่องท้อง
- น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่มีสาเหตุ
- เบื่ออาหาร
- อ่อนเพลีย
- มีไข้ไม่ทราบสาเหตุ
- ตับโต จนคลำแล้วรู้สึกเป็นก้อนได้ที่บริเวณตับ
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
- คลื่นไส้ อาเจียน
หากตัวโรคมีการลุกลามมากขึ้น ผู้ป่วยจะมีภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิตจากภาวะตับวาย เช่น กินไม่ได้ ซึม สับสน ตาเหลือง ท้องมาน ไตวาย เลือดออกจากเส้นเลือดโป่งพองที่หลอดอาหาร ติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเสียชีวิตจากตัวโรคที่กระจายไปอวัยวะต่างๆ
สามารถป้องกันมะเร็งตับได้อย่างไร?
แม้มะเร็งตับจะเป็นโรคที่ร้ายแรงแต่ผู้มีความเสี่ยงสามารถปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคมะเร็งตับได้ดังนี้
- ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีทุกรายควรพบแพทย์สม่ำเสมอ ทุก 3-6 เดือน เพื่อติดตามค่าตับและให้ยารักษาหากมีข้อบ่งชี้ รวมถึงคัดกรองมะเร็งตับตามข้อบ่งชี้
- ผู้ที่ทราบว่าเป็นไวรัสตับอักเสบซีควรได้รับการรักษาทุกราย
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอออล์
- ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีแต่แรกเกิด
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin)เนื่องจากสารพิษชนิดนี้สามารถทนความร้อนได้สูง ไม่สามารถทำลายได้ผ่านการทำอาหาร เช่น หัวหอม, ถั่วลิสง, พริกแห้ง และกระเทียมราขึ้น
มะเร็งตับสามารถรักษาหายได้ไหม?
มะเร็งตับที่ถูกตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็ก ไม่มีการกระจายออกนอกตับ และผู้ป่วยไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากตับแข็ง สามารถรักษาให้หายได้โดยการผ่าตัด ซึ่งเป็นการรักษาที่ได้ผลดีที่สุด ถ้าสภาพร่างกายหรือตำแหน่งก้อนไม่เหมาะที่จะทำการผ่าตัด อาจรักษาโดยใช้การจี้ทำลายก้อนมะเร็งด้วยคลื่นไมโครเวฟ (microwave ablation)
แต่หากก้อนมีขนาดใหญ่จนไม่สามารถผ่าตัดได้อาจรักษาด้วยการใส่สายสวนเพื่ออุดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง (TACE) การใส่สายสวนเพื่อให้ยาเคมีบำบัดเข้าก้อนมะเร็งอย่างช้าๆ (DEB-TACE) แต่หากมีการกระจายของมะเร็งเข้าสู้เส้นเลือดหรือกระจายออกนอกตับ อาจต้องใช้วิธีรักษาด้วยยา เช่น ยาพุ่งเป้า (targeted therapy), การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherpay)
ทั้งนี้ โอกาสการรักษามะเร็งตับให้หายขึ้นอยู่กับสภาวะตับแข็ง ขนาด จำนวน การการะจายออกนอกตับและตำแหน่งของมะเร็งตับที่หลากหลายแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ การตรวจคัดกรองมะเร็งตับอย่างสม่ำเสมอในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง โดย เฉพาะผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีและผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งซึ่งทำให้เจอมะเร็งตับตั้งแต่ ระยะแรกๆ และทำให้รักษามะเร็งตับให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ที่มา : โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน