สาววัย 19 ปีไอเป็นเลือด พบก้อนขนาดใหญ่ 3 จุดในปอด นึกว่าเป็นมะเร็ง สุดท้ายแพทย์วินิจฉัยโรคหายาก GPA พบได้น้อย
นักศึกษาหญิงวัย 19 ปี แซ่หวัง มีอาการเจ็บหน้าอกและไอเป็นเลือดอย่างกะทันหันเมื่อไม่กี่เดือนก่อน จึงรีบไปพบแพทย์ที่คลินิกใกล้บ้าน แต่หลังจากเอกซเรย์ทรวงอก แพทย์กลับพบรอยโรคต้องสงสัยคล้ายเนื้องอกอย่างน้อย 3 จุดในปอด แต่ละก้อนมีขนาดประมาณ 6-7 เซนติเมตร ทำให้เจ้าตัวและครอบครัวตกใจอย่างมาก เนื่องจากกังวลว่าอาจเป็นมะเร็งปอด
อย่างไรก็ตาม หลังถูกส่งต่อเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดและตัดชิ้นเนื้อที่โรงพยาบาลฉางฮั่ว สังกัดกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการของไต้หวัน ผลตรวจยืนยันว่าไม่ได้เป็นมะเร็ง แต่ป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองชนิดหายากที่เรียกว่า “Granulomatosis with Polyangiitis (GPA)” หรือ “โรคหลอดเลือดอักเสบจากแกรนูโลมา”
นพ.หวังซื่อไข่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิคุ้มกันและรูมาติสซั่ม โรงพยาบาลฉางฮั่ว เปิดเผยว่า ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วยอาการเจ็บหน้าอกและไอเป็นเลือด โดยผลตรวจภาพถ่ายทางรังสีพบก้อนขนาดใหญ่หลายก้อนในปอด ซึ่งมีลักษณะคล้ายมะเร็งปอดอย่างมาก
แต่เมื่อส่งตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา กลับพบว่าก้อนดังกล่าวไม่ได้เกิดจากเซลล์มะเร็ง หากเป็นเนื้อเยื่อแกรนูโลมาที่เกิดจากการอักเสบ เมื่อประกอบกับผลตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยา จึงสามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรค GPA

โรคหายากที่ภูมิคุ้มกันหันมาทำร้ายร่างกายตัวเอง
นพ.หวังอธิบายว่า GPA เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองชนิดหายาก ที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติและเข้าโจมตีผนังหลอดเลือดของร่างกาย ส่งผลให้เกิดการอักเสบ บวม และทำลายโครงสร้างของหลอดเลือด จนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้ไม่เพียงพอ
โรคนี้มักส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง รวมถึงไต โดยอวัยวะที่ได้รับผลกระทบบ่อย ได้แก่
- โพรงจมูก
- ไซนัส
- ปอด
- หน่วยไต (Glomerulus)
นอกจากนี้ ยังอาจลุกลามไปยังดวงตา หู หัวใจ ข้อต่อ และระบบประสาทได้เช่นกัน
หากลุกลามถึงปอดหรือไต อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
แพทย์เตือนว่าโรคดังกล่าวสามารถดำเนินโรคอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อเกิดการอักเสบที่ปอด ผู้ป่วยอาจมีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ไอ หรือไอเป็นเลือด
ในบางรายอาจเกิดภาวะเลือดออกในปอดอย่างรุนแรง จนนำไปสู่ภาวะหายใจล้มเหลวซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต ขณะเดียวกัน หากโรคลุกลามไปยังไต อาจทำให้เกิดภาวะไตวายเรื้อรังที่ทรุดลงอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบรุนแรงต่อชีวิตผู้ป่วยได้เช่นกัน

แม้พบบ่อยในผู้สูงอายุ แต่คนอายุน้อยก็ป่วยได้
นพ.หวังระบุว่า โรค GPA มักพบในผู้ป่วยวัยกลางคนถึงผู้สูงอายุ แต่กรณีของนักศึกษาหญิงรายนี้มีอายุเพียง 19 ปี แสดงให้เห็นว่าแพทย์ไม่ควรใช้เพียงอายุเป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยโรค
ยิ่งไปกว่านั้น ลักษณะก้อนในปอดของผู้ป่วยยังคล้ายมะเร็งปอดอย่างมาก จึงมีโอกาสถูกวินิจฉัยคลาดเคลื่อนได้ง่าย จำเป็นต้องอาศัยการตรวจชิ้นเนื้อและการตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยาเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
พบได้น้อยมาก แต่หากรักษาเร็ว โอกาสควบคุมโรคสูง
ปัจจุบัน วงการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของโรค GPA ได้ โดยโรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ และยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนเกี่ยวกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
ข้อมูลจากฐานข้อมูลผู้ป่วยโรคร้ายแรงของระบบประกันสุขภาพแห่งชาติไต้หวัน ระบุว่า โรคนี้มีอัตราความชุกเพียงประมาณ 0.37 รายต่อประชากร 1 ล้านคน จัดเป็นโรคหายากอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม แพทย์ย้ำว่า ปัจจุบันมีแนวทางการวินิจฉัยและการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกและได้รับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกันร่วมกับยาสเตียรอยด์อย่างเหมาะสม ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมโรคได้ดี ลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของอวัยวะสำคัญ และลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ