เช็กด่วน! ผู้เชี่ยวชาญแนะ เปลี่ยน 5 อุปกรณ์ในครัวเป็นประจำ ถึงแม้จะยังดูใช้งานได้ ลดความเสี่ยงสะสมเชื้อโรคและไมโครพลาสติก
เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์
เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569
รายงานจากสื่อต่างประเทศ แม้อุปกรณ์เครื่องครัวหลายชนิดจะยังดูอยู่ในสภาพสมบูรณ์และสามารถใช้งานได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์อาหารเตือนว่า อายุการใช้งานที่แท้จริงของอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้วัดจากการแตกหักหรือชำรุดเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อใช้งานเป็นเวลานาน วัสดุบางชนิดอาจกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือปล่อยอนุภาคไมโครพลาสติกปนเปื้อนสู่อาหารได้
ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้เปลี่ยนอุปกรณ์ในครัวบางประเภทตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว โดยมี 5 รายการสำคัญ ดังนี้

1. ฟองน้ำล้างจาน
หลายคนเข้าใจว่าฟองน้ำที่สัมผัสน้ำยาล้างจานอยู่ตลอดเวลาจะสะอาดและปราศจากเชื้อโรค แต่ในความเป็นจริง โครงสร้างที่เต็มไปด้วยรูพรุนขนาดเล็กของฟองน้ำสามารถกักเก็บเศษอาหาร ความชื้น และเชื้อจุลินทรีย์จำนวนมากได้
ผลการศึกษาของ มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ (National Science Foundation: NSF) ระบุว่า ฟองน้ำล้างจานเป็นหนึ่งในสิ่งของภายในบ้านที่มีการปนเปื้อนของแบคทีเรียมากที่สุด มากกว่าฝารองนั่งชักโครกในบางกรณี
การใช้ฟองน้ำเก่าอย่างต่อเนื่องอาจทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปยังจาน ชาม และอุปกรณ์รับประทานอาหาร
คำแนะนำ: ควรเปลี่ยนฟองน้ำทุก 1-2 สัปดาห์ และหลังใช้งานควรบีบน้ำออกให้หมด พร้อมวางไว้ในที่แห้งและอากาศถ่ายเท

2. ตะเกียบไม้และตะเกียบไม้ไผ่
ตะเกียบไม้เป็นอุปกรณ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่เนื้อไม้และไม้ไผ่มีคุณสมบัติดูดซับความชื้นได้ดี เมื่อผ่านการใช้งานเป็นเวลานาน รวมถึงสัมผัสน้ำร้อน น้ำยาล้างจาน และอาหารอยู่เป็นประจำ ชั้นเคลือบผิวจะเริ่มเสื่อมสภาพ
เมื่อเกิดรอยแตกขนาดเล็ก เชื้อราอาจเจริญเติบโตภายในได้ โดยเฉพาะเชื้อรา Aspergillus flavus ซึ่งสามารถสร้างสารพิษอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) สารก่อมะเร็งตับที่ทนต่อความร้อน แม้ต้มในน้ำเดือดก็ไม่สามารถกำจัดได้
คำแนะนำ: ควรเปลี่ยนตะเกียบไม้ทุก 3-6 เดือน หรือเปลี่ยนทันทีหากพบว่ามีคราบดำ เชื้อราสีขาว หรือรอยแตกร้าวบริเวณปลายตะเกียบ
3. เขียงพลาสติกและเขียงไม้
เขียงเป็นอุปกรณ์ที่ต้องรองรับแรงสับและหั่นจากมีดอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเขียงไม้หรือเขียงพลาสติก เมื่อใช้งานไปนาน ๆ จะเกิดร่องรอยขีดข่วนลึกบนพื้นผิว
ร่องเหล่านี้เป็นจุดสะสมของเศษอาหาร เลือด และของเหลวจากเนื้อสัตว์ดิบ ซึ่งแปรงล้างหรือฟองน้ำไม่สามารถทำความสะอาดได้ทั่วถึง
หากนำเขียงเดียวกันมาใช้หั่นผักหรือผลไม้โดยไม่ทำความสะอาดอย่างเหมาะสม อาจเพิ่มความเสี่ยงของการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination) และก่อให้เกิดโรคจากอาหารเป็นพิษได้
คำแนะนำ: ควรเปลี่ยนเขียงทุก 6-12 เดือน หรือเปลี่ยนทันทีเมื่อพื้นผิวเต็มไปด้วยรอยมีด ล้างไม่สะอาด หรือเริ่มมีกลิ่นอับ

4. กระทะเคลือบสารกันติด
กระทะเคลือบสารกันติดได้รับความนิยมเพราะช่วยให้ประกอบอาหารสะดวก แต่ชั้นเคลือบ เช่น PTFE (Teflon) มีความไวต่อความร้อนสูงและแรงขีดข่วน
การใช้อุปกรณ์โลหะ การล้างกระทะที่ยังร้อนด้วยน้ำเย็น หรือการใช้งานอย่างไม่เหมาะสม อาจทำให้สารเคลือบหลุดลอก
เมื่อชั้นเคลือบเสียหาย นอกจากอาหารจะติดกระทะง่ายขึ้นแล้ว ยังอาจมีอนุภาคของสารเคลือบหรือวัสดุใต้ผิวกระทะหลุดปะปนลงในอาหาร แม้ว่าสารเคลือบ PTFE จะไม่ก่อพิษเฉียบพลันเมื่อใช้งานในอุณหภูมิปกติ แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้กระทะที่ชั้นเคลือบเริ่มเสื่อมสภาพ
คำแนะนำ: อายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 1-2 ปี และควรเปลี่ยนทันทีหากพบว่าผิวเคลือบพอง หลุดลอก หรือเห็นเนื้อโลหะด้านใน
5. กล่องพลาสติกใส่อาหาร
กล่องพลาสติกช่วยจัดเก็บอาหารได้สะดวก แต่เมื่อใช้งานเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการสลับระหว่างการแช่เย็นและอุ่นในไมโครเวฟ วัสดุพลาสติกจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพ
สัญญาณที่สังเกตได้ ได้แก่ พลาสติกขุ่น เหลือง มีคราบสีจากอาหาร หรือเกิดรอยขีดข่วนจำนวนมาก ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสที่อนุภาคไมโครพลาสติกหรือสารเคมีบางชนิด เช่น BPA และ พาทาเลต (Phthalates) จะปนเปื้อนสู่อาหาร โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสความร้อน
คำแนะนำ: ควรเปลี่ยนกล่องพลาสติกทุก 6 เดือนถึง 1 ปี หากใช้งานเป็นประจำ และหากเป็นไปได้ ควรเลือกใช้ภาชนะที่ทำจากแก้วทนความร้อนแทน เพื่อความปลอดภัยในระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องครัวที่หมดอายุการใช้งาน แม้ภายนอกจะยังดูใช้งานได้ ถือเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่า เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากการสะสมของเชื้อโรค การปนเปื้อนข้าม และการสัมผัสสารปนเปื้อนที่อาจส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว
ที่มา SOHA