สาวแชร์ประสบการณ์ในอดีต เคยให้คนแปลกหน้า ขอแชร์น้ำหนักในกระเป๋า สุดท้ายพบเป็นกัญชา โดนจับขังที่ฮ่องกง สู้คดีนาน 13 เดือน

วันที่ 1 ก.ค. 2569 คุณซินดี้ อายุ 31 ปี ออกมาเปิดเผยเรื่องราว เพื่อเป็นอุทาหรณ์ หลังเป็นหนึ่งในเหยื่อที่เคยถูกจับที่ฮ่องกง เนื่องจากพบกัญชาในชื่อบอร์ดดิ้งพาสของตนเอง จนทำให้ต้องสูญเสียอิสรภาพ ถูกคุมขังในเรือนจำฮ่องกงนานถึง 13 เดือน ทั้งที่ไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ กับการขนสารเสพติด

คุณซินดี้ เล่าย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน จุดเริ่มต้นเกิดจากมิจฉาชีพรายหนึ่งที่แฝงตัวมาในรูปแบบ “เพื่อนของเพื่อน” ได้เข้ามาตีสนิทและร่วมเดินทางไปในทริปเดียวกัน เมื่อไปถึงสนามบิน มิจฉาชีพรายนี้ได้ใช้จิตวิทยาหลอกล่อว่า “น้ำหนักกระเป๋าของตัวเองเกินกำหนด” และขอร้องให้ตนช่วย “แชร์น้ำหนักกระเป๋า” ด้วยความไว้ใจและคิดว่าเป็นเรื่องปกติของคนเดินทาง จนจึงยอมช่วยเหลือ

คุณซินดี้ บอกว่า มิจฉาชีพรายนี้ได้พาคุณซินดี้ไปที่ตู้โหลดกระเป๋าด้วยตัวเอง ก่อนจะอาศัยความไม่ชำนาญของเธอ นำตั๋วเครื่องบิน ของคุณซินดี้ไปกดสแกน เพื่อเพิ่มกระเป๋าอีก 1 ใบ ส่งผลให้ในระบบของสายการบินระบุว่า กระเป๋าใบดังกล่าวมีชื่อของตนเป็นเจ้าของ และเป็นผู้รับผิดชอบโดยชอบธรรม

เมื่อเครื่องแลนดิ้งสู่ฮ่องกง ความจริงก็ปรากฏจากการตรวจค้นอย่างละเอียดของเจ้าหน้าที่ในสนามบินฮ่องกง แม้กระเป๋าเดินทางส่วนตัวของตนจะไม่มีสิ่งผิดกฎหมาย แต่กระเป๋าอีกใบที่ถูกผูกชื่อไว้ด้วย Boarding Pass ของตนนั้น เมื่อเปิดออกกลับพบ “กัญชา” น้ำหนักกว่า 2 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่อย่างมิดชิดภายในกระป๋องโกโก้ ในกระเป๋าของคนที่แชร์กระเป๋ามาด้วย

และในจังหวะที่เจ้าหน้าที่เริ่มแสดงความสงสัย มิจฉาชีพตัวจริงได้ไหวตัวทัน และพยายามหิ้วกระเป๋าใบนั้นหลบหนีออกจากสนามบิน แต่ท้ายที่สุดตำรวจสนามบินฮ่องกงสามารถตามรวบตัวไว้ได้ แต่ตนกลับต้องถูกล็อกตัวไว้ทันที เนื่องจากระบบฐานข้อมูลการบินชี้ชัดว่า ตนคือคนโหลดกระเป๋าที่มีกัญชาใบนั้นมาด้วยตัวเอง

“ตอนนั้นตกใจมาก ทำอะไรไม่ถูก ในกระเป๋าเราไม่มีอะไรเลย แต่ระบบฝั่งฮ่องกงเขายึดตามหลักฐานเอกสารที่ผูกกับชื่อเรา มันเป็นคดีระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อนมาก” คุณซินดี้ กล่าว

นอกจากนี้ชีวิตของตนพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ ตอนนั้นตนถูกนำตัวไปกักขังในห้องมืดของสนามบิน ก่อนถูกส่งต่อไปยังสถานีตำรวจ และลงเอยด้วยการถูกส่งเข้าเรือนจำ เพื่อฝากขังระหว่างรอขึ้นศาลในแต่ละรอบ โดยตนไม่ได้รับสิทธิ์ในการประกันตัว

ที่น่าหดหู่ยิ่งกว่านั้น เนื่องจากรูปลักษณ์ภายนอกของเธอไม่ตรงกับเอกสารทางราชการ (คำนำหน้านาม) ตามกฎระเบียบของเรือนจำฮ่องกง เธอจึงต้องถูกสั่ง “ขังเดี่ยว” แยกจากนักโทษคนอื่นๆ อยู่ในแดนจิตเวช ไม่มีโอกาสได้เจอคนไทย ต้องเผชิญความโดดเดี่ยว และร้องไห้ทุกวันด้วยความหวาดกลัวว่าอาจต้องโทษจำคุกยาวนานถึง 10–25 ปีตามที่เจ้าหน้าที่คุกเคยขู่ไว้

โชคดีในระหว่างนั้นทางครอบครัว เพื่อนๆ และญาติในประเทศไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้รวบรวมหลักฐานอย่างสุดความสามารถ รวมถึงประสานงานตลอด เพื่อส่งเอกสารยืนยันความบริสุทธิ์ไปยังสถานกงสุลไทยในฮ่องกง ซึ่งเจ้าหน้าที่กงสุลได้เข้ามาเยี่ยม และดูแลตามข้อจำกัดของกฎหมาย แต่ก็ไม่สามารถแทรกแซงกระบวนการศาลได้ ทำได้เพียงรอคอยให้การสืบสวนเสร็จสิ้น

หลังจากต่อสู้คดีและถูกคุมขังยาวนานถึง 13 เดือน ในที่สุดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2567 ทนายความได้แจ้งข่าวดีว่าอัยการฝ่ายโจทก์ของฮ่องกงขอถอนฟ้องและศาลมีคำสั่งยกฟ้องตนอย่างเป็นทางการ เนื่องจากหลักฐานทั้งหมด รวมถึงกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่สนามบินชี้ชัดว่า ตนถูกมิจฉาชีพหลอกลวง และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดจริงๆ

อย่างไรก็ตาม คุณซินดี้ ระบุว่า ตนไม่ได้รับการชดเชยหรือเยียวยาใดๆ จากทางการฮ่องกงเลยแม้แต่บาทเดียว เนื่องจากการดำเนินคดีเป็นไปตามหลักฐานสถานการณ์ และศาลมองว่าส่วนหนึ่งเกิดจากความประมาทของผู้เสียหายเองที่ยินยอมยื่น Boarding Pass ให้ผู้อื่นนำไปใช้ ซึ่งตอนนั้นตนต้องเสียค่าจ้างทนายความไปเกือบร่วมล้านบาท

โดยปัจจุบันตนเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว แต่เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นแผลเป็นในใจที่ทำให้ไม่กล้าเดินทางไปต่างประเทศเกือบปี และเพิ่งทำใจกล้าบินไปต่างประเทศ (เวียดนาม) ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

คุณซินดี้ ได้กล่าวทิ้งท้าย เพื่อเป็นอุทาหรณ์ถึงนักท่องเที่ยวทุกคนว่า อย่าให้ความใจดีหรือความเกรงใจนำพาไปสู่คุก โดยเน้นย้ำว่าห้ามแชร์น้ำหนักกระเป๋าให้ใครเด็ดขาด ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นเพื่อน คนรู้จัก หรือเพื่อนของเพื่อน หากน้ำหนักเกินให้เขาจ่ายค่าปรับหรือจัดการด้วยตนเอง ห้ามให้ใครจับหรือถือ Boarding Pass หรือพาสปอร์ต

เพราะเอกสารการบิน คือสิ่งยืนยันตัวตนและความรับผิดชอบของคุณในทางกฎหมายสากล และควรตรวจสอบหน้าตู้โหลดกระเป๋าทุกครั้งที่มีการโหลดกระเป๋า ต้องมั่นใจว่าจำนวนกระเป๋าตรงกับที่เราโหลดจริง และไม่มีชื่อผู้อื่นมาผูกติดกับตั๋วของเรา

พอมีข่าวนี้ ส่วนตัวคิดว่าน้องน่าจะไม่รู้เรื่องคาดว่าน่าจะโดนหลอกแต่ ในกรณีของตนมีตัวผู้ต้องหามากับเราด้วยและเขาก็โดนจับ มันก็เลยสามารถที่จะสู้คดีได้ แต่กรณีของน้องแอร์โฮสเตสนั้น หิ้วมาจากไทยแล้วก็ไปโดนจับที่ออสเตรเลียและตัวคู่กรณีก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนไม่ทราบว่ามีตัวตนหรือไม่ ซึ่งความยากก็น่าจะมากกว่าของตนเยอะและ ด้วยความที่ยาเสพติดโทษสูงด้วยก็ยิ่งทำให้ยากมากขึ้นไปอีก

มองว่าถ้าสมมุติว่าน้องไม่ได้ผิดจริงหลักฐานก็จะไม่สามารถมัดตัวได้ กรณีนี้ต้อง ใช้เวลามาก ซึ่งน้องจะต้องเข้มแข็ง ในระหว่างที่ตนอยู่ในเรือนจำ ตนก็พยายามบอกกับตัวเองตลอดว่าให้สู้และจะต้องหาทางกลับไปหาครอบครัวให้ได้

“อยากให้เคสของหนูเป็นเคสสุดท้าย ไม่อยากให้ใครต้องไปติดคุกฟรีที่ต่างแดน เพราะความไว้ใจคำว่า ‘เพื่อนของเพื่อน’ อีกเลยค่ะ มันไม่คุ้มกันเลยจริง ๆ” คุณซินดี้ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน