หมอม็อดชวนทำความเข้าใจ เด็กพิเศษ ≠ เด็กออทิสติกทั้งหมด และ เด็กออทิสติก ≠ เด็กไม่ดี ไม่ควรถูกเหมาจากเพียงเหตุการณ์เดียว

วันที่ 3 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊กชื่อ หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า โพสต์ระบุว่า เด็กพิเศษ ≠ เด็กออทิสติกทั้งหมด , เด็กออทิสติก ≠ เด็กไม่ดี ก่อนจะตัดสินจากข่าว ผมอยากชวนทุกคนเข้าใจคำว่า “ออทิสติก” ให้ถูกต้อง ช่วงนี้มีข่าวที่ทำให้หลายคน พูดถึงคำว่า “เด็กพิเศษ” และ “ออทิสติก” มากขึ้น

ผมเชื่อว่าหลายคนไม่ได้ตั้งใจจะเข้าใจผิด แต่คำสองคำนี้ มักถูกใช้ปะปนกันอยู่บ่อยๆ วันนี้เลยอยากชวนทุกคน มาทำความเข้าใจ 6 ข้อสำคัญนี้กันครับ

1. “เด็กพิเศษ” ไม่ได้แปลว่า “ออทิสติก” เสมอไป คำว่า “เด็กพิเศษ” หมายถึง เด็กที่ต้องได้รับการดูแล การเรียนรู้ หรือการสนับสนุนเป็นพิเศษกว่าปกติ ซึ่งไม่ใช่ชื่อโรค และไม่ได้หมายถึง “ออทิสติก” เพียงอย่างเดียวเด็กพิเศษ อาจหมายถึง

เด็กออทิสติก, เด็กสมาธิสั้น (ADHD), เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้, เด็กที่มีสติปัญญาบกพร่อง, เด็กสมองพิการ หรือภาวะอื่นๆ อีกหลายอย่าง

ช่วงแรกของข่าว มีการใช้คำว่า “เด็กพิเศษ” ซึ่งในตอนนั้น เรายังไม่สามารถทราบได้ว่า หมายถึงภาวะใด แต่ล่าสุดมีข้อมูลยืนยันแล้วว่า ในข่าวนี้ เด็กพิเศษ หมายถึง เด็กออทิสติก ดังนั้นวันนี้ผมเลยอยากชวนทุกคนเข้าใจ “ออทิสติก” ให้ถูกต้องครับ

2. ออทิสติก คืออะไร? ออทิสติกเป็นภาวะผิดปกติของพัฒนาการสมอง ไม่ใช่นิสัย ไม่ใช่ผลจากการเลี้ยงดู และไม่ใช่คำด่า ลักษณะสำคัญของเด็กออทิสติก คือ

มีความยากในการสื่อสารและการเข้าสังคม เช่น อ่านสีหน้า น้ำเสียง หรือการสื่อสารทางสังคมได้ยากกว่าคนทั่วไป ร่วมกับลักษณะอื่นๆ เช่น มีพฤติกรรมหรือความสนใจบางอย่างที่ซ้ำๆ หรือเฉพาะตัว , ไวต่อเสียง แสง กลิ่น หรือการสัมผัส , ชอบกิจวัตรเดิมๆ หากเปลี่ยนกะทันหันอาจรู้สึกเครียดมากกว่าคนทั่วไป ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพราะพ่อแม่เลี้ยงไม่ดี และไม่ใช่เพราะเด็กเป็นคนไม่ดี

3. เด็กออทิสติก แต่ละคนแตกต่างกันมาก หลายคนคิดว่าเด็กออทิสติกทุกคนต้องเหมือนกัน แต่ความจริง แตกต่างกันมาก ๆ ครับ ในทางการแพทย์ เราเรียกความหลากหลายนี้ว่า Autism Spectrum

  • บางคน พูดไม่ได้
  • บางคน พูดเก่งมาก
  • บางคน สติปัญญาบกพร่อง
  • บางคน เรียนมหาวิทยาลัยได้ ทำงานได้
  • บางคน มีครอบครัวได้ มีลูกได้
    และมีคนออทิสติกที่เรียนจบหมอ และทำงานเป็นหมอจริงๆ ด้วย

เพราะฉะนั้น ออทิสติก 2 คน อาจแตกต่างกันมาก แม้จะใช้คำวินิจฉัยเดียวกัน

4. เด็กออทิสติก มีความต้องการการดูแลไม่เท่ากัน ในทางการแพทย์ มีแบ่ง Level Level 1 Level 2 Level 3 Level ไม่ได้บอกว่าเด็กคนไหนเก่งกว่า หรือด้อยกว่า

แต่บอกว่า เด็กคนนั้นต้องการ “การสนับสนุน” มากแค่ไหน บางคนต้องการคำแนะนำเพียงบางเรื่อง บางคนต้องการผู้ช่วยในการเรียนหรือการใช้ชีวิตประจำวัน บางคนต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด

5. ออทิสติก ไม่ได้แปลว่าสติปัญญาบกพร่อง หลายคนเข้าใจผิดว่า ถ้าเป็นออทิสติก ก็ต้องเรียนไม่เก่ง ต้องขับรถไม่เป็น ความจริงเป็นคนละเรื่องกัน บางคนมีสติปัญญาบกพร่องร่วมด้วยจริง แต่หลายคนมี IQ ปกติ หลายคนเรียนเก่ง หลายคนทำงานได้ หลายคนมีความสามารถโดดเด่นในด้านคณิตศาสตร์ ดนตรี ศิลปะ หรือการจดจำรายละเอียด หลายคนฉลาด IQ สูงยิ่งกว่าคนปกติทั่วไปด้วยซ้ำ

ดังนั้น อย่าแปลกใจ ถ้าเห็นคนออทิสติกเรียนเก่ง เพราะนั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง

6. ข่าวหนึ่งข่าว ไม่สามารถอธิบายคนทั้งกลุ่มได้ เวลามีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น เราควรวิเคราะห์เหตุการณ์นั้นตามข้อเท็จจริง แต่ไม่ควรนำเหตุการณ์ของคนเพียงคนเดียว ไปใช้ตัดสินคนอีกหลายแสนคน เพราะในทางการแพทย์ ออทิสติก ไม่ใช่คำอธิบายว่า เด็กคนนั้นเป็นคนดีหรือไม่ดี ไม่ใช่คำอธิบายว่า เด็กคนนั้นอันตรายหรือไม่อันตราย การตัดสินพฤติกรรมของคนคนหนึ่ง ต้องดูจากหลายปัจจัย

ทั้งอายุ พัฒนาการ สภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู การดูแล และบริบทของเหตุการณ์นั้น ไม่ใช่ดูจากคำวินิจฉัยโรคเพียงคำเดียว

สุดท้าย ข่าวหนึ่งข่าว อาจทำให้เราจดจำเหตุการณ์นี้ไปได้อีกนาน แต่อย่าปล่อยให้ข่าวหนึ่งข่าว ทำให้เราเข้าใจเด็กออทิสติกทั้งหมดผิดไปตลอด เพราะออทิสติกไม่ได้แปลว่าไม่ดี ไม่ได้แปลว่าอันตราย และไม่ได้แปลว่าทำอะไรไม่ได้

เขาเพียงแค่ มองโลก เรียนรู้ และใช้ชีวิตแตกต่างจากเรา และเด็กแต่ละคน ก็ต้องการการสนับสนุนไม่เท่ากัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน