หมอเจด เผย พยาธิใบไม้ตับ ทำอันตรายยังไง เตือน กินดิบก็เป็นมะเร็งได้ ชิมคำเดียวก็เสี่ยง พฤติกรรมแบบไหนเสี่ยงที่หลายคนไม่รู้ แนะ กินอย่างไรให้ปลอดภัย
วันที่ 8 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ภาพข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ “หมอเจด” ระบุว่า กินดิบก็เป็นมะเร็งได้ แค่ชิมคำเดียวก็เสี่ยง
หลายคนอาจไม่เคยคิดว่า “แค่กินปลาดิบ” จะไปเกี่ยวอะไรกับ “มะเร็งตับได้ยังไง?” จริง ๆ แล้วมันเกี่ยวมากนะ โดยเฉพาะถ้าเป็นปลาน้ำจืดแถวบ้านเรา ที่เรากินกันเป็นประจำ
ไม่ว่าจะเป็นปลาร้า ปลาส้ม ปลานึ่งแบบไม่เดือด หรือของหมักดองต่าง ๆ
แต่รู้ไหมครับว่านอกจากความอร่อยแล้ว มันอาจจะมี “พยาธิใบไม้ตับ” แต่มันสามารถทำให้คุณเป็น มะเร็งท่อน้ำดี ได้เลย
อย่างขอนแก่นเองก็ได้ฉายาว่า เมืองหลวงมะเร็งท่อน้ำดีเลยนะ เดี๋ยววันนี้เล่าให้ฟังนะครับ ว่ามันเป็นมายังไง และไม่ได้จะห้ามกินเลยนะครับ แต่จะบอกว่ากินยังไงไม่เสี่ยง และป้องกันยังไงได้บ้าง อ่านให้จบนะ
พยาธิใบไม้ตับ คืออะไร ทำไมถึงอันตราย
1.พยาธิใบไม้ตับคืออะไร? ทำไมมันถึงอันตรายขนาดนี้
พยาธิใบไม้ตับ หรือชื่อวิทยาศาสตร์ยาว ๆ ว่า Opisthorchis viverrini มันคือพยาธิตัวแบนเล็ก ๆ ที่เข้าไปอยู่ใน “ตับ” ของเรา โดยเฉพาะบริเวณ “ท่อน้ำดี” ตัวมันเล็กมาก ๆ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
แต่เวลามันเกาะที่ท่อน้ำดี มันจะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ ไปเรื่อย ๆ จนเซลล์แถวนั้นเริ่มเปลี่ยนแปลง และกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด
ใช่ครับ มะเร็งที่ว่าคือ “มะเร็งท่อน้ำดี” ซึ่งเป็นมะเร็งที่รักษายาก และพบบ่อยมากในบ้านเรา โดยเฉพาะแถบภาคอีสานที่นิยมกินของหมักดอง เหมือนที่ผมบอกไปตอนแรกนะ
2.พฤติกรรมแบบไหนเสี่ยง?
บางคนบอก “หนูก็กินปลาร้าดิบ แต่หมักแล้วไม่เป็นไรหรอก” หรือ “แค่ชิมคำเดียวเอง จะติดได้ยังไง” ขอบอกเลยครับว่า “ได้!”
นี่คือตัวอย่างพฤติกรรมเสี่ยงที่หลายคนไม่รู้ตัวเลยว่าอันตราย
- กินปลาร้าดิบ หรือแบบที่ใส่ในส้มตำโดยไม่เอาไปต้ม
- กินปลาส้ม ปลาหมัก ปลานึ่ง ที่เนื้อยังใส ๆ ดิบ ๆ อยู่
- ต้มปลาแค่พอสุกข้างนอก ข้างในยังไม่เดือด
- ใช้เขียงหรือมีดหั่นปลาดิบ แล้วไปหั่นของสุกต่อเลย
- ชิมอาหาร โดยยังไม่ผ่านความร้อนจริงจัง
สิ่งที่น่ากลัวคือ พยาธิตัวนี้ ทนความเค็ม ทนความเปรี้ยว ทนการหมักดองได้หมดเลย
แค่หมักไม่พอครับ มันยังอยู่รอดได้ในภาวะแบบนั้น และการต้มแบบไม่เดือด หรือแค่ลวก ๆ ก็ฆ่ามันไม่ตายเหมือนกันนะ ความร้อนต้องถึง 70 องศาเซลเซียส และนานพอสมควร (ประมาณ 5 นาทีขึ้นไป) ถึงจะฆ่าตัวอ่อนได้
3.ติดแล้วเป็นยังไง? อาการไม่ได้ออกทันทีนะ
สิ่งที่อันตรายที่สุดของพยาธิใบไม้ตับคือ “มันไม่ทำให้เรารู้ตัวทันที” หลายคนติดมาหลายปี ไม่มีอาการเลย จนกระทั่งเริ่มมีอาการ
อาการที่พบบ่อย (แต่คนมักมองข้าม) เช่น
- แน่น ๆ จุก ๆ ที่ใต้ชายโครงขวา (บริเวณตับ)
- ท้องอืดบ่อย ๆ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
- รู้สึกเพลียเรื้อรัง ไม่สดชื่น
- บางคนมีไข้ต่ำ ๆ เรื้อรัง
- ถ้าเป็นมาก เริ่มมีตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม
และถ้าพยาธิอยู่ในร่างกายเรานานพอ เช่น 10-20 ปี มันจะทำให้ท่อน้ำดีเกิดแผลเรื้อรัง บางคนก็เริ่มมีก้อนเนื้อ บางคนกลายเป็นมะเร็งแบบไม่มีสัญญาณเตือนเลย
4.แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเราติด? มีวิธีตรวจไหม?
โชคดีที่ปัจจุบันเรามีวิธีตรวจค่อนข้างหลากหลายครับ ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวอยู่ในพื้นที่เสี่ยง หรือเคยกินปลาดิบมาตลอดชีวิต ลองตรวจดูสักครั้งก็ดีนะครับ
- ตรวจอุจจาระ เพื่อหาไข่พยาธิ
- ตรวจเลือดแบบ ELISA เพื่อดูว่าร่างกายมีภูมิต่อพยาธิไหม
- อัลตราซาวด์ตับ เพื่อตรวจดูความผิดปกติของท่อน้ำดี
- ถ้าสงสัยมาก อาจใช้ MRI หรือ CT scan เพื่อดูรายละเอียดเพิ่ม
ถ้าตรวจพบว่าติดพยาธิจริง ๆ ก็รักษาได้ครับ ด้วยยาชื่อว่า Praziquantel กินแค่ครั้งเดียวก็สามารถฆ่าพยาธิได้แล้ว (แต่ต้องกินภายใต้คำแนะนำแพทย์นะครับ)
แต่ขอย้ำตรงนี้อีกทีว่า “ยาฆ่าพยาธิไม่ได้ช่วยย้อนเวลากลับ” ถ้าร่างกายเริ่มเปลี่ยนไป หรือมะเร็งเริ่มก่อตัวแล้ว ยาก็ช่วยไม่ได้ เพราะฉะนั้นป้องกันก่อนเป็นดีที่สุดครับ
5.จะปลอดภัยจากพยาธิใบไม้ตับ ต้องทำยังไง?
สรุปง่าย ๆ เลยนะครับ ว่าถ้าอยากเลี่ยงพยาธิใบไม้ตับ (และมะเร็งที่มันพาเพื่อนมาด้วย) ต้องทำยังไง :
- หยุดกินปลาน้ำจืดดิบ ๆ ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะปลาร้า ปลาส้ม ปลานึ่งไม่สุก
- แยกเขียง มีด ภาชนะ สำหรับของดิบกับของสุกเสมอ
- ปรุงอาหารให้ “สุกจริง ๆ” ต้องเดือด ต้องนานพอ ฆ่าพยาธิได้
- ถ้ามีพฤติกรรมเสี่ยง หรือเคยกินของดิบมาก่อน ลองไปตรวจร่างกายดู
“พยาธิใบไม้ตับ” ไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก ๆ แบบกินยาแล้วหาย สาเหตุมะเร็งที่เราไม่รู้ตัวนะครับ ย้ำอีกรอบครับ ไม่ได้ห้ามกินนะ
