ลูกค้าประจำ เล่าเกือบมาเที่ยวเมื่อคืน แต่โชคดีที่ปฏิเสธทัน เผยบรรยากาศภายในร้าน แคบ อึดอัด มองไม่เห็นประตูหนีไฟ
วันที่ 13 ก.ค. 2569 นายวัชรา ตาคำ อาชีพนักข่าว ซึ่งเป็นหนึ่งในลูกค้าประจำของร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เปิดเผยว่า ตนเองเป็นลูกค้าประจำของร้านแห่งนี้ โดยมาเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนเกือบทุกสัปดาห์ และมักนัดพบกันที่ร้านดังกล่าวเป็นประจำ
นายวัชรา เล่าว่า บรรยากาศภายในร้านเป็นร้านขนาดเล็ก พื้นที่ค่อนข้างแคบ แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก และเพดานค่อนข้างต่ำ หากเป็นผู้ที่มาใช้บริการครั้งแรกอาจรู้สึกไม่อยากเที่ยว เพราะภายในร้านมีผู้ใช้บริการหนาแน่น โดยเฉพาะคืนวันศุกร์และวันเสาร์ ซึ่งมีลูกค้าเป็นจำนวนมากจนเดินไม่สะดวก ต้องเดินเบียดกัน และโต๊ะที่นั่งก็อยู่ชิดติดกันจนผู้ที่นั่งด้านหลังชนกัน โดยภายในร้านมีโต๊ะกว่า 100 โต๊ะ วางเรียงติดกันเกือบทั้งหมด
สำหรับประตูทางเข้า-ออกของร้าน ทราบว่ามีทั้งหมด 4 ประตู โดย 2 ประตูด้านหน้าที่ติดถนนลาดพร้าวเป็นประตูหลัก ส่วนประตูฝั่งขวาเมื่อหันหน้าเข้าหาถนน ซึ่งเป็นจุดที่มีไฟประดับพุ่งออกมาตามคลิปวิดีโอ ถือเป็นทางเข้า-ออกหลักเช่นกัน
ทั้งนี้ การ์ดของร้านมีมาตรการตรวจสอบผู้เข้าใช้บริการอย่างเข้มงวด ทั้งไฟแช็ก บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และอาวุธ ไม่อนุญาตให้นำเข้าไปภายในร้าน แต่เมื่อเข้าไปด้านในแล้ว ตนไม่ทราบว่าระบบความปลอดภัยภายใน เช่น ระบบสปริงเกลอร์ ระบบแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้ หรือระบบป้องกันอัคคีภัย มีมาตรฐานหรือใช้งานได้เพียงใด
ส่วนประตูฝั่งซ้าย เมื่อหันหน้าเข้าถนนลาดพร้าว เดิมไม่มีประตู แต่ภายหลังเมื่อมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ทางร้านจึงได้ทำประตูเพิ่มอีก 1 จุด
นอกจากนี้ ยังมีประตูอีก 2 จุดที่ใช้เป็นทางหนีไฟ โดยจุดแรกอยู่บริเวณห้องครัว ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นทั้งห้องเก็บของของร้าน เป็นที่พักของศิลปิน พนักงาน และส่วนของห้องครัว นักท่องเที่ยวไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวได้ และส่วนใหญ่ก็ไม่ทราบว่ามีประตูหนีไฟอยู่บริเวณนั้น
ส่วนอีกจุดหนึ่งเป็นประตูด้านหลัง ใกล้กับห้องน้ำ ซึ่งทางร้านเรียกว่า “ประตูฉุกเฉิน” แต่ไม่ได้ติดป้ายว่าเป็น “ประตูหนีไฟ” โดยป้ายคำว่า “ทางหนีไฟ” จะติดอยู่บริเวณผนังใกล้บาร์ ก่อนถึงทางเดินเข้าห้องน้ำ พร้อมลูกศรชี้ไปยังประตูดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม หากเป็นนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการ ก็แทบจะไม่ทราบเลยว่าประตูบานนี้เป็นประตูหนีไฟหรือไม่ เนื่องจากตั้งอยู่ติดกับห้องน้ำ อีกทั้งยังมีโต๊ะขายลูกอมตั้งอยู่บริเวณด้านหน้า หันออกมาทางเดิน ทำให้ทุกครั้งที่ตนเองมาใช้บริการ ไม่เคยทราบว่าประตูดังกล่าวสามารถใช้เข้า-ออกได้ เพราะประตูจะถูกปิดไว้ตลอด ส่วนจะมีการล็อกหรือไม่นั้น ไม่สามารถยืนยันได้ แต่เคยได้ยินว่าประตูจะเปิดใช้เฉพาะในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น
“ขนาดเรามาเที่ยวบ่อย ยังไม่รู้เลยว่าเป็นประตูฉุกเฉิน ส่วนป้ายทางหนีไฟก็เป็นป้ายไฟ หากไฟดับก็จะมองไม่เห็น แต่ถ้าไฟไม่ดับก็จะเห็นป้ายชัดเจน ระหว่างที่เปิดให้บริการนักท่องเที่ยว ไม่เคยเห็นว่ามีการเปิดใช้ประตูนี้เลย อีกทั้งทางเดินไปยังประตูดังกล่าว รวมถึงทางเข้าห้องน้ำ ก็ค่อนข้างแคบ หากเดินสวนกันก็ไหล่ชนกัน”
นายวัชรา กล่าวอีกว่า ปกติไม่เคยเห็นทางร้านใช้เอฟเฟกต์พิเศษภายในร้าน เพราะแม้แต่ในโอกาสวันเกิดก็ยังไม่อนุญาตให้เป่าเทียน ขณะที่วัสดุตกแต่งภายในร้าน เท่าที่สังเกต ส่วนใหญ่เป็นดอกไม้ปลอมและดอกไม้พลาสติกที่ห้อยตกแต่งตามเพดานและบริเวณหน้าเวที รวมทั้งมีวัสดุดูดซับเสียงติดตั้งอยู่ทั่วร้าน ส่วนเครื่องเสียงจะอยู่บริเวณด้านล่างของเวที
ตนเองเคยคิดอยู่เสมอว่า หากเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นจะทำอย่างไร และเคยพูดคุยกับเพื่อนว่าอยากจองโต๊ะใกล้ทางออกเพื่อความปลอดภัย แต่สุดท้ายทุกครั้งที่มาใช้บริการ ก็มักได้นั่งอยู่บริเวณด้านในสุดของร้าน
นายวัชรา ยอมรับว่า ตนเองมาเที่ยวร้านแห่งนี้ครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และเมื่อคืนนี้เพื่อนก็โทรศัพท์มาชวนมาเที่ยวที่ร้านอีกครั้ง แต่ตนเองปฏิเสธ เนื่องจากวันนี้เป็นวันจันทร์และต้องทำงาน จึงขอเลื่อนไปเป็นวันศุกร์หรือวันเสาร์แทน ทำให้เพื่อนยกเลิกนัดดังกล่าว กระทั่งมาทราบข่าวเหตุเพลิงไหม้ก็รู้สึกตกใจ พร้อมมองว่าโชคดีที่ไม่ได้เดินทางมาในคืนเกิดเหตุ และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต รวมถึงขอให้ผู้ได้รับบาดเจ็บทุกคนปลอดภัย
“ถ้าเมื่อคืนผมมา ก็คงจะนั่งตรงบาร์ เพราะเป็นจุดที่นั่งประจำ ซึ่งบาร์อยู่ด้านหลังร้าน และถ้ามาจริงก็คงจะเลือกออกทางประตูหน้าเหมือนเดิม เพราะไม่รู้ว่ามีประตูอื่นที่สามารถใช้เป็นทางออกได้”
นายวัชรา ยังมองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับตนเอง หากในอนาคตไปเที่ยวสถานบันเทิง ก็คงต้องเพิ่มความระมัดระวัง และเลือกจุดนั่งที่สามารถเดินออกจากร้านได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น
สำหรับประเด็นเรื่องการชำระค่าอาหารและเครื่องดื่มนั้น นายวัชรา ระบุว่า จากประสบการณ์ส่วนตัว วิธีการคิดเงินของร้านขึ้นอยู่กับความคุ้นเคยระหว่างลูกค้ากับพนักงานเสิร์ฟ หากเป็นลูกค้าประจำที่สนิทกับพนักงาน ก็สามารถรวมบิลและชำระเงินในช่วงก่อนกลับได้ แต่หากไม่ใช่ลูกค้าประจำ ส่วนใหญ่ทางร้านจะเรียกเก็บเงินทันทีหลังสั่งอาหารหรือเครื่องดื่ม
ส่วนประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ร้านดังกล่าวเปิดให้บริการในลักษณะร้านอาหารที่มีการแสดงดนตรีสด และต้องปิดให้บริการภายในเวลาเที่ยงคืนนั้น นายวัชรา กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่มาใช้บริการเป็นประจำ ร้านไม่ได้ปิดในเวลาเที่ยงคืน แต่จะเปิดให้บริการจนถึงเวลาประมาณ 02.00 น. ซึ่งในประเด็นดังกล่าว เห็นว่าทางเจ้าของร้านหรือผู้ถือหุ้นของร้านควรเป็นผู้ชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า การเปิดให้บริการเป็นไปตามข้อกฎหมายหรือไม่