“อ.ปริญญา” ชี้เก้าอี้ “ประธาน กสทช.” จบแล้ว กางกม. 4 มาตราฟันพ้นเก้าอี้ เตือน นายกฯ เมินทูลเกล้าฯ ส่อผิด ม.157 ด้าน “สุภิญญา” จี้ “นพ.สรณ” โชว์สปิริตยุติปฏิบัติหน้าที่ทันที ปลดล็อกวิกฤตองค์กร

ภายหลังคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 4 ต่อ 0 ว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงถือว่าได้สละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2565 จึงขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน

สภาองค์กรผู้บริโภค ชวนคิด ชวนคุย ประเด็น “นพ.สรณ” มีลักษณะต้องห้าม แปลว่าอะไร? แล้วเป็นยังไงต่อ? เมื่อวันที่ 17 ก.ค.69 ที่ผ่านมา

▪️ชี้ “นพ.สรณ” ควรโชว์สปิริตหยุดทำงานทันที

โดย นส.สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ ของสภาองค์กรของผู้บริโภค และอดีตกรรมการ กสทช. กล่าวว่า ตำแหน่งกรรมการ กสทช. เป็นตำแหน่งระดับสูงที่ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ ดังนั้น แม้ในทางพฤตินัย นพ.สรณะ จะถูกมองว่าไม่มีสถานะเป็น กสทช. ตั้งแต่วันแรกเพราะขาดคุณสมบัติตามคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา แต่ในทางนิตินัยนั้น ชื่อของประธาน กสทช. ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว การจะพ้นจากตำแหน่งอย่างสมบูรณ์แบบจึงต้องผ่านกระบวนการเสนอทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาอีกครั้ง

“หากเทียบเคียงกับกรณีของตนเองในอดีตที่เคยเผชิญปัญหาเรื่องคุณสมบัติจากคดีความทางการเมือง ซึ่งในตอนนั้นเลือกที่จะแสดงเจตจำนงยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที ภายในช่วงบ่ายของวันที่ศาลมีคำตัดสิน โดยมีการคืนรถประจำตำแหน่งและทำจดหมายชี้แจงไปยังเลขาธิการ กสทช. อย่างชัดเจน เธอระบุว่าการทำเช่นนี้เพื่อป้องกันความยุ่งยากในการทำงานของสำนักงาน กสทช. แม้ว่าในขณะนั้นจะยังไม่พ้นตำแหน่งตามกฎหมายและต้องรอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความนานถึง 1 ปีก็ตาม”

▪️เตือนสู้คดีศาลปกครองได้ แต่ต้องหยุดทำหน้าที่

อดีตกรรมการ กสทช. เน้นย้ำว่า ผู้ที่จะปลดล็อกความวุ่นวายทั้งหมดได้ดีที่สุดคือตัว นพ.สรณ เอง หากประธาน กสทช. ไม่แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะน้อมรับคำตัดสินหรือไม่ จะทำให้สำนักงาน กสทช. ทำงานได้ยากลำบากมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการเบิกจ่ายเงินเดือน หรือความต่อเนื่องในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ

“อุตสาหกรรมทั้งหมด กิจการอะไรทั้งหมด มันฝากอยู่กับคนคนเดียวตอนนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านจะทำดีที่สุดแล้วก็ต่อตัวท่านเองก็คือยุติการปฏิบัติหน้าที่ค่ะ แล้วก็แจ้งเจตจำนงนี้ให้สำนักงาน และสำนักงานเขาไปทำต่อเอง หาก นพ.สรณ ต้องการจะไปฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อสู้คดี ก็เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ควรยุติการปฏิบัติหน้าที่ก่อนเพื่อป้องกันผลกระทบและความยุ่งยากในหลายมิติที่จะตามมาทั้งต่อองค์กรและต่อตัวท่านเอง“

▪️ย้ำราชการต้องมี “เอกสาร” ให้นายกฯ ทูลเกล้าฯ

นส.สุภิญญา ให้ความเห็นว่า จำเป็นต้องมีหน่วยงานทำเอกสารส่งเรื่องตามระบบราชการอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน กสทช. หรือ คณะกรรมการสรรหา ก็ต้องมีผู้เดินเรื่องส่งเอกสารไปยังนายกรัฐมนตรี เพราะการทำงานของระบบราชการและกฎหมายต้องขับเคลื่อนด้วยเอกสาร ไม่ใช่เพียงแค่การรับทราบปากเปล่า

▪️จับตา 6 บอร์ด กสทช. รับ “เผือกร้อน”

นส.สุภิญญา ยังระบุว่า กรรมการ กสทช. อีก 6 คนที่เหลืออยู่ยังสามารถตัดประชุมได้ เลือกประธานชั่วคราวได้ แม้ประธานจะยุติการปฏิบัติหน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่ลงมติต่างๆ ต่อไปได้เลยทันที โดยไม่ถือว่ามีปัญหาทางกฎหมาย ซึ่งในอดีตก็เคยทำงานกันด้วยบอร์ดเพียง 4 คนมาแล้ว แต่สิ่งที่น่าจับตาและถือเป็น “เผือกร้อน” จะตกมาอยู่ที่กรรมการที่เหลือ เพราะสังคมมีความคาดหวังสูงมาก ถ้าปลดล็อกไปแล้วก็คือต้องเร่งเครื่องต้องทำงาน ที่เมื่อก่อนอ้างว่าไม่สามารถลงมติหรือทำอย่างอื่นได้เพราะติดประธาน ตอนนี้ก็ไฟเขียวแล้ว ท่านก็ลุยเลย

▪️“อ.ปริญญา” ชี้เก้าอี้ “ประธาน กสทช.” จบแล้ว!

ด้าน รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ความจริงเรื่องมันจบแล้ว และในกรณีนี้ไม่มีประตูสู้ครับ หมดแล้ว เพราะ หากดูตาม พ.ร.บ.กสทช. ข้อที่ 1.มาตรา 8 (2) กำหนดว่ากรรมการ กสทช. ต้องไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ ซึ่งการที่ นพ.สรณ เป็นนายแพทย์รับค่าตอบแทนรายชั่วโมง ก็ถือว่ามีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” อย่างชัดเจน

2. มาตรา 18 ระบุว่าผู้ที่มีลักษณะต้องห้าม ต้องลาออกและแสดงหลักฐานต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งต้องทำก่อนที่นายกฯ จะนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ โดยประธานวุฒิสภาขีดเส้นตายไว้คือวันที่ 10 ม.ค. 2564 แต่ปรากฏว่า นพ.สรณ ยังคงเป็นลูกจ้างจนถึง 12 เม.ย. 2564 จึงถือว่าขาดคุณสมบัติและสละสิทธิ์มาตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่ง

3. มาตรา 20 (5) หากฝ่าฝืนมาตรา 8 ถือว่าพ้นจากตำแหน่ง โดยการจะพ้นตำแหน่งอย่างเป็นทางการต้องมีการนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง

และ 4. มาตรา 5 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ดังนั้นผู้ที่มีหน้าที่ต้องนำความขึ้นทูลเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ก็คือ “นายกรัฐมนตรี”

▪️เปรียบสถานะเป็น “มะม่วงรอสอย”

รศ.ดร.ปริญญา อธิบายว่า กฎหมายไม่ได้เขียนให้การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในตอนแรกเป็นโมฆะ ดังนั้นในทางกฎหมายจึงถือว่าได้เป็นแล้ว แต่การให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 วรรคสอง ระบุว่าต้องให้พ้นแบบมีผลย้อนหลังไปจนถึงวันที่ขาดคุณสมบัติ ซึ่งกรณีนี้คือขาดคุณสมบัติตั้งแต่ก่อนได้เป็น สถานะของ นพ.สรณ ในขณะนี้ เข้าองค์ประกอบของการพ้นจากตำแหน่งครบถ้วนหมดแล้ว

“มันเหมือนแบบมะม่วงอ่ะครับ มันก็แค่สอยลงมา คือมันจบแล้ว ตอนนี้เพียงแค่รอให้นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีพระบรมราชโองการอย่างเป็นทางการ“

▪️เตือนนายกฯ หากเพิกเฉย ส่อผิด ม.157 ละเว้นปฏิบัติหน้าที่

รศ.ดร.ปริญญา ระบุว่า ขั้นตอนต่อไปคณะกรรมการสรรหา กสทช. จะต้องเป็นผู้ส่งหนังสือแจ้งมตินี้ไปยังนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ และหากนายกฯ รับทราบมติแล้ว แต่ไม่ยอมดำเนินการนำเรื่องทูลเกล้าฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง ตรงนี้แหละ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เลย

รศ.ดร.ปริญญา ยังได้อธิบายกรณีของ นพ.สรณ เป็นการผิดข้อห้ามเรื่องการเป็นลูกจ้างตามกฎหมายมาตรา 8 อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องมีการตีความ

▪️ห่วง “มติ 4 ปี” หากเป็นโมฆะ ส่อกระทบทั้งระบบ

รศ.ดร.ปริญญา ได้แสดงความกังวลถึงผลกระทบที่จะตามมาว่า นอกเหนือจากเรื่องเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ที่ต้องพิจารณาว่าต้องคืนหรือไม่แล้ว เรื่องที่ยุ่งยากและเป็นปัญหาใหญ่กว่ามากคือ บรรดามติต่างๆ ที่ลงไป ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา หากในท้ายที่สุดผลทางกฎหมายถือว่า นพ.สรณ พ้นตำแหน่งย้อนหลังไปตั้งแต่ต้น จะทำให้มติทั้งหมดที่ นพ.สรณะ เคยร่วมลงมติในฐานะประธาน กสทช. ต้องถูกนำมาพิจารณาหักออกทั้งหมด เสมือนว่าไม่เคยมีมตินี้เกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงหากมติเหล่านั้นมีผลเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติและกระทบต่อบุคคลภายนอกไปแล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน