ถกสนั่น! ปัสสาวะเสร็จต้องล้างมือมั้ย? อ้างไม่ได้จับอะไร อวัยวะเพศสะอาดกว่ามือ แพทย์เตือน 3 ความเสี่ยง อาจปนเปื้อนเชื้อจากอุจจาระ
โลกออนไลน์ของต่างประเทศกำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือดกับคำถามว่า “หลังปัสสาวะต้องล้างมือหรือไม่?” โดยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนไม่น้อยแสดงความเห็นว่า “อวัยวะเพศล้างทุกวัน สะอาดกว่ามือเสียอีก”, “ไม่ได้จับโถส้วมหรือมือจับประตู จะต้องล้างมือทำไม?” หรือ “หรือว่าอวัยวะเพศของคุณสกปรก?”
ด้าน นพ.เฉินอวี้ซิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะ ระบุว่า เหตุผลเหล่านี้มองข้ามการปนเปื้อนของเชื้อโรคที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า พร้อมเผย 3 ความเสี่ยงสำคัญที่หลายคนมักละเลย และย้ำว่าหลังเข้าห้องน้ำควรล้างมือทุกครั้ง

นพ.เฉินอวี้ซิน โพสต์ให้ความรู้ผ่านเพจ “คลินิกระบบทางเดินปัสสาวะเหิงซิน” โดยอธิบายความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสุขอนามัยในการเข้าห้องน้ำ พร้อมชี้ให้เห็น 3 ความเสี่ยงสำคัญ ดังนี้
1. บริเวณอวัยวะเพศเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค แพทย์อธิบายว่า บริเวณฝีเย็บและถุงอัณฑะของผู้ชายมีต่อมเหงื่อจำนวนมาก อีกทั้งเป็นบริเวณที่อากาศถ่ายเทได้ไม่ดี จึงเกิดการสะสมของเหงื่อและไขมันได้ง่าย สภาพที่อับชื้นและร้อนทำให้เป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้ดี
แม้อาบน้ำทุกวัน ก็ไม่สามารถกำจัดสารคัดหลั่งและเชื้อโรคได้ทั้งหมด ดังนั้น ระหว่างจับอวัยวะเพศเพื่อปัสสาวะหรือเช็ดบริเวณปลายท่อปัสสาวะ มือก็อาจสัมผัสเศษเซลล์ผิวหนังและเชื้อแบคทีเรียจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว

2. เชื้อโรคที่ตกค้างบนกางเกงชั้นใน โดย “ซักกางเกงชั้นในแล้ว ไม่ได้แปลว่าสะอาดหมดจดเสมอไป” นพ.เฉินอวี้ซิน อ้างข้อมูลของ Charles Gerba นักจุลชีววิทยาชาวสหรัฐฯ ที่ระบุว่า กางเกงชั้นในที่ผ่านการใช้งานอาจมีคราบอุจจาระตกค้างเฉลี่ยประมาณ 0.1 กรัม
แพทย์ย้ำว่า จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อสร้างความหวาดกลัว แต่เพื่อเตือนว่าชุดชั้นในเป็นสิ่งที่สัมผัสกับแบคทีเรียในลำไส้ เชื้อบนผิวหนัง และสารคัดหลั่งอยู่เป็นประจำ ภายนอกอาจดูสะอาด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดเชื้อทั้งหมด
หากสมาชิกในบ้านมีอาการท้องเสีย ติดเชื้อทางเดินอาหาร หรือโรคติดเชื้อบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ควรซักและตากกางเกงชั้นในรวมถึงผ้าเช็ดตัวให้แห้งสนิท และล้างมือทุกครั้งหลังจัดการผ้าสกปรก นอกจากนี้ ยังแนะนำให้เปลี่ยนกางเกงชั้นในทุก 3 – 6 เดือน หรือเปลี่ยนทันทีหากผ้าเริ่มเสียรูป สีเหลือง หรือเนื้อผ้าแข็งกระด้าง
3. ละอองเชื้อโรคภายในห้องน้ำ นอกจากเชื้อโรคจากร่างกายแล้ว สภาพแวดล้อมในห้องน้ำก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ แพทย์อธิบายว่า ทุกครั้งที่กดชักโครกหรือโถปัสสาวะ จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ละอองฟุ้งจากการชำระล้าง (Toilet Plume) ซึ่งสามารถพาเชื้อแบคทีเรียและละอองขนาดเล็กที่ปนเปื้อนปัสสาวะหรืออุจจาระฟุ้งกระจายในอากาศ ก่อนตกลงบนปุ่มกดชักโครก ลูกบิดประตู รวมถึงมือของผู้ใช้งาน

แนะนำ 4 วิธีลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคในห้องน้ำ
1. ล้างมือทั้งก่อนและหลังเข้าห้องน้ำ เนื่องจากมือสัมผัสโทรศัพท์ ลูกบิดประตู และสิ่งของต่าง ๆ ตลอดวัน การล้างมือก่อนเข้าห้องน้ำช่วยลดโอกาสนำเชื้อโรคไปสัมผัสเยื่อบุอวัยวะเพศ ส่วนการล้างมือหลังเข้าห้องน้ำช่วยกำจัดเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนระหว่างการขับถ่าย
2. หลีกเลี่ยงละอองขณะกดชักโครก โดยควรปิดฝาชักโครกก่อนกดน้ำทุกครั้ง เพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชื้อโรค เช่น เชื้อโนโรไวรัสและเชื้อเอนเทอโรไวรัส หากใช้โถปัสสาวะ แนะนำให้ถอยห่างอย่างน้อย 1 เมตรหลังชำระล้าง เพื่อลดการสัมผัสละอองฟุ้งกระจาย
3. ลดการสัมผัสพื้นผิวโดยตรง แม้โอกาสติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากฝารองนั่งชักโครกจะต่ำมาก แต่ฝารองนั่งอาจมีคราบปัสสาวะหรือสารคัดหลั่งของผู้ใช้ก่อนหน้า จึงควรเช็ดด้วยแอลกอฮอล์หรือใช้แผ่นรองนั่งแบบใช้ครั้งเดียวก่อนใช้งาน
4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งของสาธารณะโดยไม่จำเป็น โดยระหว่างใช้ห้องน้ำสาธารณะ ควรลดการสัมผัสปุ่มกดชักโครก ลูกบิดประตู เครื่องเป่ามือ และพื้นผิวที่ใช้ร่วมกัน เพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อโรคจากสิ่งแวดล้อม
แพทย์สรุปว่า แม้อวัยวะเพศจะดูสะอาดภายนอก แต่เชื้อโรคและการปนเปื้อนที่มองไม่เห็นยังคงมีอยู่ การล้างมือทุกครั้งก่อนและหลังเข้าห้องน้ำจึงเป็นวิธีง่ายที่สุดในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคและลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทั้งต่อตนเองและผู้อื่น