ครูทราย เล่าสะเทือนใจ สามีกำลังเล่นกับลูก ก่อนหมดสติแล้วเสียชีวิต เหตุหมอวินิจฉัยผิดพลาด สบส.จ่อฟ้องอาญาหมอผู้รักษา ดร.ธนกฤต เตือนสติบุคลากรทางการแพทย์ ถ้าไม่รู้จักคำว่า “จรรยาบรรณวิชาชีพ” คุณต้องรู้จักคำว่า “กรมราชทัณฑ์”
จากกรณี น.ส.เบญญาภรณ์ หรือครูทราย ชาว จ.ราชบุรี ออกมาร้องความเป็นธรรม หลังสูญเสียสามีวัย 30 ปี ที่เกิดจากการวินิจฉัยผิดพลาดของหมอ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดวันที่ 20 ก.ค.69 ครูทราย เปิดเผยว่า โรงพยาบาลได้เดินทางมาร่วมงานศพและกล่าวขอโทษต่อครอบครัว พร้อมระบุว่าไม่ติดใจเรื่องที่ตนโพสต์ลงโซเชียล แต่เรื่องที่ตนยังคงกังวลคือ การไม่เปิดเผยชื่อแพทย์ผู้ทำการรักษา ไม่ควรรักษาความลับจนสร้างความวิตกกังวลให้แก่ประชาชนใน จ.ราชบุรี ที่เกรงว่าจะไปรักษากับแพทย์คนดังกล่าวโดยไม่รู้ตัว
ครูทราย กล่าวทั้งน้ำตาว่า สามีรักลูกมาก และวินาทีสุดท้ายก่อนหมดสติ สามียังคงเล่นอยู่กับลูก โดยมีลูกชายคอยกอดขาอยู่ตลอด และสิ่งที่ตนรับไม่ได้คือ สามีไม่ได้เห็นลูกเติบโต และเขาจากไปโดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นโรคอะไร เพราะเขาเชื่อคำพูดของหมอที่บอกว่าเขาไม่ได้เป็นอะไร แต่เมียเป็นประสาท คนที่จากไปอาจไม่รับรู้แล้ว แต่คนที่เหลืออยู่เหมือนตายทั้งเป็น
ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาโจมตีบุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมด เพราะเข้าใจดีว่าแพทย์ที่ดีและเก่งยังมีอยู่อีกมาก ตนเคยได้รับการรักษาจนหายดีจากแพทย์ท่านอื่นมาแล้ว แต่เหตุการณ์นี้อยากให้เป็นอุทาหรณ์แก่แพทย์บางท่าน ให้เปิดใจรับฟังเสียงของผู้ป่วยและญาติมากขึ้น มีหลายหน่วยงานและทีมทนายความเข้ามาให้การช่วยเหลือ ซึ่งตนจะขอจัดการงานศพสามีให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วจึงเดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรม
ด้าน นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ขณะนี้ สบส. ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานพยาบาลดังกล่าวแล้ว เมื่อ สบส. สรุปข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้ว จะส่งเรื่องต่อให้แพทยสภาพิจารณาโทษทางจริยธรรมและวิชาชีพโดยเร็วที่สุด ซึ่งมีโทษตั้งแต่การพักใช้ใบอนุญาต ไปจนถึงการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม
จากการสันนิษฐานเบื้องต้น คาดว่ากรณีนี้เข้าข่าย “การรักษาที่ผิดมาตรฐานและจริยธรรมทางการแพทย์” หรือเข้าข่ายความชุ่ย เนื่องจากผู้ป่วยเข้ามาด้วยอาการสำคัญ คือ “แน่นหน้าอก” ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของโรคหัวใจ ตามมาตรฐานการรักษา แพทย์จำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจอย่างถี่ถ้วน เช่น การเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับเอนไซม์หัวใจ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แต่เมื่อไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จึงนำไปสู่ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และเสียชีวิตในที่สุด
เบื้องต้น ญาติได้แจ้งความไว้แล้ว ในข้อหา “กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท โดยฝ่ายกฎหมายจะเข้าช่วยเหลือควบคุมคดีร่วมกับทีมทนายความอย่างใกล้ชิด
ดังนั้น ขอเตือนสติบุคลากรทางการแพทย์ว่า ถ้าไม่รู้จักคำว่า “จรรยาบรรณวิชาชีพ” คุณต้องรู้จักคำว่า “กรมราชทัณฑ์” เพราะมีหลายคนต้องติดคุกเพราะความประมาทเลินเล่อเช่นนี้มาแล้ว หากบุคลากรหรือแพทย์คนใดไม่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ หรือมีปัจจัยด้านอายุ หลงๆ ลืมๆ จนไม่สามารถรักษามาตรฐานวิชาชีพได้ ก็ควรไปทำอย่างอื่นดีกว่า เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตประชาชนอีก