แพทย์เตือน อย่ามองว่า นอนกรน เป็นเรื่องปกติ เสี่ยงเพิ่มโอกาสเกิด 4 โรค เปิด 4 กลุ่มเสี่ยง ส่วนใหญ่มักเกิดกับเพศชาย ย้ำนอนนาน ไม่ได้แปลว่านอนพอ
หลายคนเข้าใจว่าการนอนกรนเป็นเพียงเสียงรบกวนหรือเป็นสัญญาณของการนอนหลับสนิท แต่แพทย์เตือนว่า ความเชื่อนี้อาจทำให้พลาดการวินิจฉัย ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อคุณภาพการนอนแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือด
กรณีตัวอย่างคือ นายเฉิน อายุ 69 ปี ที่มีปัญหานอนกรนเสียงดังมานาน จนรบกวนการนอนของคู่สมรส เมื่อตรวจประเมินอย่างละเอียด พบว่าเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับระดับปานกลางโดยมีดัชนีการกรนสูงถึง 323.9 ครั้งต่อชั่วโมง

เกือบครึ่งของผู้เข้ารับการตรวจพบภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
สถาบันเวชศาสตร์ป้องกัน Lian An วิเคราะห์ผลการตรวจการนอนหลับที่บ้าน (Home Sleep Test) จำนวน 879 รายระหว่างปี 2019 – 2025 พบว่า
- 48% ของผู้เข้ารับการตรวจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
- หรือกล่าวได้ว่า เกือบ 1 ใน 2 คน มีความผิดปกติของการหายใจระหว่างนอน
- และมากกว่าครึ่งของผู้ป่วยอยู่ในระดับปานกลางถึงรุนแรง
นอนนาน ไม่ได้แปลว่านอนมีคุณภาพ
ศ.นพ.เจิ้งหน่ายหยวน ผู้อำนวยการใหญ่ของสถาบันเวชศาสตร์ป้องกัน Lian An กล่าวว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าการนอนนานหมายถึงการพักผ่อนที่เพียงพอ แต่สิ่งสำคัญจริง ๆ คือ
- การหายใจต้องสม่ำเสมอระหว่างนอน
- ระดับออกซิเจนในเลือดต้องเพียงพอ
- โครงสร้างการนอนหลับต้องสมบูรณ์
ผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจะมีการยุบตัวของทางเดินหายใจส่วนบนซ้ำ ๆ ส่งผลให้เกิดการหยุดหายใจ หายใจตื้น และภาวะขาดออกซิเจน แม้จะนอนครบ 8 ชั่วโมง แต่การนอนที่ถูกขัดจังหวะตลอดคืนทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ผลการวิเคราะห์ยังพบว่า
- ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเกือบ 70% ตรวจพบภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
- ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป พบมากกว่า 50%
- ผู้ที่มี BMI มากกว่า 24 มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับระดับปานกลางถึงรุนแรงถึง 82%
- ผู้ชายมีอัตราการตรวจพบสูงถึง 76%
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า เพศชาย ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง

นอนกรนเสียงดัง อาจไม่ใช่เรื่องปกติ
ศ.นพ.เจิ้งหน่ายหยวน กล่าวว่า การนอนกรนเสียงดังและต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณว่าทางเดินหายใจยุบตัวซ้ำ ๆ ระหว่างการนอน
หากมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย ควรเข้ารับการประเมินการนอนหลับไม่ควรมองว่าการกรนเป็นเพียงเสียงรบกวนเท่านั้น
- ง่วงนอนมากในเวลากลางวัน
- ตื่นนอนแล้วยังรู้สึกอ่อนเพลีย
- มีความดันโลหิตสูง
- มีภาวะอ้วน
ส่งผลต่อการนอนหลับลึก เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและสมองเสื่อม
ผลการศึกษายังพบว่า
- 85% ของผู้ป่วย OSA มีระยะหลับลึก (Deep Sleep) ไม่เพียงพอ
- 72.4% มีระยะหลับฝัน (REM Sleep) ไม่เพียงพอ
โดยการนอนหลับลึกมีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมร่างกายและควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน ส่วนการนอนหลับระยะ REM มีความสำคัญต่อการจัดเก็บความจำและการควบคุมอารมณ์ หากทั้งสองระยะลดลงเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
- ความผิดปกติของระบบเผาผลาญ
- ภาวะการรับรู้และความจำเสื่อม
ข้อมูลยังระบุว่า ในผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
- 41.3% มีความดันโลหิตซิสโตลิกสูงผิดปกติ
- 53.8% มีระดับคอเลสเตอรอลรวมสูง
- 55.8% มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน
แสดงให้เห็นว่า OSA ไม่ได้เป็นเพียงโรคเกี่ยวกับการนอนหลับเท่านั้น แต่ยังมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และกลุ่มโรคเมตาบอลิก

แนะนำตรวจประเมินการนอน หากมีอาการเสี่ยง
ศ.นพ.เจิ้งหน่ายหยวน ระบุว่า ปัจจุบันการตรวจการนอนหลับในห้องปฏิบัติการ (Polysomnography) ยังคงเป็นมาตรฐานสูงสุดในการวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ขณะที่การตรวจการนอนหลับที่บ้าน (Home Sleep Test) เป็นทางเลือกสำหรับการคัดกรองเบื้องต้น โดยสามารถประเมินข้อมูล เช่น
- จำนวนครั้งของการหยุดหายใจ
- การเปลี่ยนแปลงของระดับออกซิเจนในเลือด
- โครงสร้างการนอนหลับ
- ความดัง ความถี่ และจำนวนครั้งของการกรน
ซึ่งช่วยให้แพทย์ประเมินความผิดปกติของการหายใจระหว่างนอนได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น
แพทย์แนะนำว่า ผู้ที่มีอาการนอนกรนเป็นประจำ ง่วงนอนในเวลากลางวัน ตื่นนอนแล้วยังอ่อนเพลีย หรือมีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และโรคอ้วน ควรเข้ารับการประเมินการนอนหลับตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะการนอนที่มีคุณภาพไม่ได้หมายถึงเพียงการนอนนาน แต่ต้องเป็นการนอนที่หายใจได้อย่างปกติ หลับลึก และช่วยให้ร่างกายกับสมองฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่