อายุ 40 ปีขึ้นไป ระวัง “จุดขาวปริศนา” บนผิวหนัง! แพทย์ชี้ “ไม่ใช่โรคด่างข่าว” พร้อมเฉลย คืออะไร มีที่มาอย่างไร อันตรายไหม

เรียบเรียงโดยทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ หลายคนอาจเคยสังเกตเห็นว่า บริเวณแขนหรือหน้าแข้งของตัวเองมี “จุดขาวเล็ก ๆ” ปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัว จนเกิดความกังวลว่าอาจเป็นสัญญาณของการขาดวิตามิน หรือเข้าใจผิดว่าเป็นโรคด่างขาว

ด้าน หลินอวิ๋นเซวียน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง อธิบายว่า จุดขาวเหล่านี้ส่วนใหญ่คือ “โรคกระขาว”(Idiopathic Guttate Hypomelanosis: IGH) คือ ภาวะผิวหนังอักเสบหรือความผิดปกติของเม็ดสีที่ทำให้เกิดจุดด่างขาวขนาดเล็ก ซึ่งเป็นภาวะผิวหนังเสื่อมตามวัยที่พบได้บ่อยและไม่เป็นอันตราย โดยมักเริ่มพบหลังอายุ 40 ปี และยิ่งอายุมากขึ้น จำนวนจุดขาวก็มักจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

แพทย์หญิงหลินอวิ๋นเซวียนเผยข้อมูลผ่านเพจให้ความรู้ด้านสุขภาพว่า จุดขาวชนิดนี้มักพบที่บริเวณท่อนแขน หน้าแข้ง (ด้านหน้ากระดูกหน้าแข้ง) และหลังมือ ซึ่งเป็นบริเวณที่สัมผัสแสงแดดเป็นประจำ

ลักษณะเป็นจุดสีขาวขนาดเล็ก รูปทรงกลมหรือวงรี ขอบเขตชัดเจน โดยทั่วไปจะไม่ก่อให้เกิดอาการใด ๆ และไม่สามารถติดต่อสู่ผู้อื่นได้

สำหรับ สาเหตุของการเกิดจุดขาว ดังกล่าว แพทย์อธิบายว่า เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ได้แก่ ความเสื่อมของผิวหนังตามวัย พันธุกรรม การเคยได้รับบาดเจ็บที่ผิวหนัง การสัมผัสรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) เป็นเวลานาน รวมถึงการเสื่อมลงของการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี

แม้ว่าจุดขาวชนิดนี้มักเกิดในบริเวณที่โดนแสงแดดบ่อย แต่ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันว่า รังสี UV เป็นสาเหตุหลักของโรคนี้ และยังไม่มีหลักฐานว่าการทาครีมกันแดดสามารถป้องกันหรือลดการเกิดจุดขาวได้

อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยบางส่วนพบว่า ผู้ที่มีผิวไวต่อแสงบางรายอาจเกิดรอยโรคเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ หลังได้รับรังสี UV ในปริมาณมาก เช่น การรักษาด้วยแสง Narrowband UVB ทำให้นักวิชาการบางส่วนสันนิษฐานว่า รังสี UV อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นในคนบางกลุ่ม

ถึงแม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการป้องกันแสงแดดช่วยป้องกันภาวะนี้ได้ แต่แพทย์หญิงหลินยังคงแนะนำให้ประชาชน ทาครีมกันแดดเป็นประจำ เพราะยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพผิวโดยรวม ทั้งช่วยลดความเสี่ยงผิวไหม้แดด ชะลอความเสื่อมของผิว ลดการเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอย รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนคำถามที่ว่าจำเป็นต้องรักษาหรือไม่ แพทย์ระบุว่า เนื่องจากภาวะนี้เป็นโรคที่ไม่เป็นอันตราย จึงไม่จำเป็นต้องรักษา หากผู้ป่วยต้องการรักษา ส่วนใหญ่เป็นเพราะเหตุผลด้านความสวยงาม

ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาหลายวิธี เช่น การใช้ยาทาภายนอก (ยาสเตียรอยด์ ยาอนุพันธ์วิตามินเอ และยากดภูมิคุ้มกัน) การจี้เย็น การลอกผิวด้วยสารเคมี การกรอผิว และการรักษาด้วยเลเซอร์

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีวิธีรักษาใดที่สามารถรับประกันได้ว่าจะทำให้ผิวกลับมาเป็นปกติได้ทั้งหมด

ที่มา health.ettoday

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน