ชายวัย 65 ปี ท้องเสียนานกว่า 1 เดือน พุงนูน-แข็งผิดปกติ แพทย์อัลตราซาวด์พบ ตับเต็มไปด้วยก้อนเนื้องอก

แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน นพ.เป้ยฉีหลี (Bei Qili) เปิดเผยว่า เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้รับผู้ป่วยชายวัย 65 ปีเข้ารับการรักษา โดยผู้ป่วยมีอาการท้องเสียต่อเนื่องนานกว่า 1 เดือน และเพิ่งมาพบแพทย์หลังเสร็จสิ้นงานก่อสร้างในต่างพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่แพทย์กำลังเปิดเสื้อผู้ป่วยเพื่อเตรียมตรวจอัลตราซาวด์ กลับสังเกตเห็นความผิดปกติทันที ไม่เพียงแต่บริเวณช่องท้องส่วนบนที่นูนออกมาอย่างชัดเจน แต่เมื่อคลำตรวจยังพบว่าบริเวณดังกล่าวมีลักษณะแข็งผิดปกติ จนทำให้แพทย์รู้สึกไม่สบายใจ พร้อมกล่าวว่า เพียงคลำก็สัมผัสได้ว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ดี

เมื่อวางหัวตรวจอัลตราซาวด์ลงบนหน้าท้อง ภาพที่ปรากฏบนจอเผยให้เห็นว่าภายในตับเต็มไปด้วยก้อนเนื้องอก

หลังซักประวัติเพิ่มเติม พบว่าผู้ป่วยเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี (HBV) แต่ไม่เคยเข้ารับการติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ โดยผู้ป่วยยอมรับว่าอาการท้องส่วนบนนูนออกมานั้นเกิดขึ้นมาประมาณ 1 – 2 เดือนแล้ว เดิมตั้งใจเพียงใช้ช่วงวันหยุดมาพบแพทย์เพื่อรับยา แต่กลับได้รับผลการตรวจที่สร้างความตกใจ

แพทย์อธิบายว่า การเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบีไม่ได้หมายความว่าจะพัฒนาไปเป็นโรคตับแข็งโดยตรง โดยระบุผ่านเพจเฟซบุ๊กว่า ผู้ที่เป็นพาหะส่วนใหญ่ หากเชื้อไวรัสอยู่ในระยะที่มีการทำงานต่ำ และผลการทำงานของตับอยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถอยู่ร่วมกับไวรัสได้ตลอดชีวิต และอาจไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรครุนแรงขึ้น คือ การที่ไวรัสยังคงมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ตับเกิดการอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน รวมถึงมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย เช่น อายุที่มากขึ้น การดื่มแอลกอฮอล์ ภาวะไขมันพอกตับ หรือโรคเบาหวาน

ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า ผู้ป่วยโรคตับอักเสบบีเรื้อรังที่ไวรัสยังคงมีการทำงานอย่างต่อเนื่องและมีภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ประมาณ 15 – 20% จะเกิดพังผืดในตับจากกระบวนการบาดเจ็บและการซ่อมแซมของตับที่เกิดซ้ำ ๆ ภายในระยะเวลา 15 – 20 ปี ก่อนพัฒนาเป็นโรคตับแข็งในที่สุด

นพ.เป้ยฉีหลี จึงเตือนว่า ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี แม้จะไม่มีอาการผิดปกติและผลตรวจการทำงานของตับจากการเจาะเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็ยังจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ

โดยทั่วไป แนะนำให้เข้ารับการตรวจที่คลินิกหรือแผนกระบบทางเดินอาหารและโรคตับทุก 6 – 12 เดือน ส่วนผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้ป่วยโรคตับแข็ง ผู้ที่มีปริมาณไวรัสสูง ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งตับ หรือผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษา ควรเข้ารับการตรวจทุก 6 เดือน หรือตรวจติดตามถี่กว่านั้นตามดุลยพินิจของแพทย์

แพทย์เน้นย้ำว่า การตรวจติดตามอย่างครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรละเลย โดยนอกจากการตรวจเลือดเพื่อประเมินค่าการทำงานของตับ ได้แก่ ALT (GPT) และ AST (GOT) รวมถึงการตรวจ อัลฟาฟีโตโปรตีน (AFP)แล้ว ยังจำเป็นต้องตรวจ อัลตราซาวด์ช่องท้องร่วมด้วย

เนื่องจากการตรวจเลือดมีหน้าที่ประเมินว่าตับมีการอักเสบหรือไม่ ขณะที่ค่า AFP เป็นเพียงตัวบ่งชี้ประกอบการวินิจฉัย ส่วนการตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการคัดกรองโรคตับแข็ง ก้อนเนื้อในตับ และมะเร็งตับระยะเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน