เปิดคำทำนาย “อีลอน มัสก์” คาดการณ์สุดล้ำ อีก 5 ปี AI ฉลาดกว่ามนุษย์ หุ่นยนต์นับพันล้านตัว อาจเปลี่ยนโลกจน “เงินสดไร้ความหมาย”

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังจะนำพาโลกเข้าสู่ “ยุคแห่งความอุดมสมบูรณ์” หรือจะกลายเป็นหายนะครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ?

ไม่ว่าผู้คนจะชอบหรือไม่ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ขบวนรถไฟแห่ง AI ได้ออกเดินทางแล้ว และแทบไม่มีอะไรสามารถหยุดยั้งมันได้

ศูนย์ข้อมูล (Data Center) กำลังถูกสร้างขึ้นทั่วโลก ระบบอัตโนมัติกำลังเริ่มเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือด เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายของ ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (Artificial General Intelligence: AGI) ก่อนใคร

The Economist/Youtube

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น

คำถามสำคัญในตอนนี้จึงไม่ใช่ว่า AI จะเปลี่ยนโลกหรือไม่ แต่คือ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจะรุนแรงและรวดเร็วเพียงใด ใครจะตกงาน และท้ายที่สุด มนุษย์จะมองว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นเรื่องดีหรือไม่ แม้ความเห็นของแต่ละคนอาจไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางของมันได้ก็ตาม

“อนาคตจะแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง และไม่มีคำอุปมาหรือการเปรียบเทียบใดที่สามารถอธิบายขนาดของการเปลี่ยนแปลงที่เรากำลังจะเผชิญได้” อีลอน มัสก์ กล่าว

ในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Economist ซึ่งเป็นการนั่งพูดคุยครั้งแรกของเขาหลังการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งใหญ่ของ SpaceX มหาเศรษฐีคนแรกของโลกที่มีทรัพย์สินแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ในแง่บวกอย่างเต็มที่ต่ออนาคตของ AI

เขาเชื่อว่า ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี AI จะมีสติปัญญาเหนือกว่ามนุษย์ โลกอาจมีหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์มากถึง 1,000 ล้านตัว และ AI จะนำพาโลกเข้าสู่ “ยุคแห่งความอุดมสมบูรณ์” ที่เงินสดแทบไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

“แทบไม่มีสิ่งใดที่ AI จะทำได้แย่กว่ามนุษย์ ยกเว้นการเป็นมนุษย์”

มัสก์กล่าวว่า เขาคาดว่า AI จะมีระดับสติปัญญาสูงกว่าผลรวมของสติปัญญามนุษย์ทั้งหมดภายในเวลาประมาณ 5 ปี

“ผลลัพธ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด คือ ยุคแห่งความอุดมสมบูรณ์อันน่าทึ่ง ที่ทุกคนสามารถมีทุกสิ่งที่ตนเองต้องการ”

The Economist/Youtube

แม้เขายอมรับว่า แนวคิดนี้อาจฟังดูเกินจริง และยังมีปัจจัยที่อาจทำให้ทุกอย่างล้มเหลว เช่น สงครามนิวเคลียร์โลก แต่หากไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 เขาเชื่อว่า มนุษยชาติกำลังมุ่งหน้าไปสู่ยุคที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ พร้อมย้ำว่า นี่คือข้อความแห่งความหวังและความตื่นเต้นต่ออนาคต

คาดหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ 100 ล้านถึง 1,000 ล้านตัวแทนแรงงาน

บริษัท Tesla กำลังพัฒนาหุ่นยนต์แรงงานอเนกประสงค์ Optimus เชื่อว่า ภายใน 5 ปี โลกอาจมีหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์อย่างน้อย 100 ล้านตัว และอาจสูงถึง 1,000 ล้านตัว เพื่อเข้ามาแทนที่แรงงานที่ใช้กำลังกาย

ก่อนหน้านี้ เขาให้สัมภาษณ์กับ Forbes เมื่อเดือนพฤษภาคมว่า “ผมคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีขนาดใหญ่ขึ้นประมาณ 2 เท่าภายใน 5 หรือ 6 ปี เพราะเรากำลังเข้าสู่ช่วงที่ผลผลิตทางเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว”

เขายังเคยกล่าวในพอดแคสต์เมื่อเดือนมกราคมว่า การเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณอาจไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

“ไม่ต้องกังวลเรื่องการเก็บเงินเพื่อใช้หลังเกษียณในอีก 10 หรือ 20 ปี เพราะมันอาจไม่มีความหมายอีกแล้ว”

“หากสิ่งที่เราพูดกันวันนี้เป็นจริง การออมเพื่อวัยเกษียณก็จะกลายเป็นเรื่องไม่จำเป็น”

ในภาพอนาคตแบบ “หลังยุคทรัพยากรขาดแคลน” (Post-Scarcity) ซึ่งผู้สนับสนุน AI เชื่อว่าจะนำไปสู่ รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income: UBI) เพื่อรองรับผู้คนที่ไม่จำเป็นต้องทำงานอีกต่อไป ปีเตอร์ เดียแมนดิส ผู้ร่วมจัดรายการพอดแคสต์ คาดการณ์ว่า

“บริการพื้นฐานจะพร้อมรองรับทุกคน คุณจะมีบ้าน มีระบบสาธารณสุข และมีความบันเทิง โดยไม่ต้องกังวล”

ด้าน เดฟ บลันดิน ผู้ประกอบการด้าน AI เห็นว่า “แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะคาดการณ์ว่าเรื่องนี้จะดำเนินไปอย่างไร เพราะ AI สามารถพัฒนาตัวเองได้ และทุกอย่างกำลังเร่งความเร็ว”

มัสก์จึงกล่าวเสริมว่า “นี่คือเหตุผลที่เรียกมันว่า ‘ภาวะเอกฐานทางเทคโนโลยี’ (Singularity)”

“ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากผ่านจุดนั้นไป”

กวิชาการบางส่วนเตือน AI อาจเป็น “หอคอยบาเบล” ยุคใหม่

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อว่า AI จะพามนุษยชาติไปสู่อนาคตที่สดใส

ดร.คริส มาร์เทนสัน นักวิจัยด้านพลังงาน ให้สัมภาษณ์ในรายการของ ทักเกอร์ คาร์ลสัน โดยเปรียบการแข่งขันด้าน AI กับ “หอคอยบาเบล” ในพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความหยิ่งผยองของมนุษย์

เขากล่าวว่า “ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์”

“ผมเชื่อจริง ๆ ว่า AI คือหอคอยบาเบลของยุคนี้ มันคือเครื่องมือที่ทำให้มนุษย์เชื่อว่า ในที่สุดเราจะสามารถยืนเคียงข้างพระเจ้า หรือแม้แต่กลายเป็นพระเจ้าได้”

“แต่การขาดความถ่อมตน ความเย่อหยิ่ง และความโอหัง ล้วนย้อนกลับมาทำร้ายมนุษย์เสมอ”

AI จะสร้างหายนะ หรือความรุ่งเรือง?

ศาสตราจารย์ร็อกกี สโคเปลลิติ นักอนาคตศาสตร์ชาวออสเตรเลีย และผู้เขียนหนังสือ Perceptive Machines กล่าวว่า เขามองโลกในแง่บวกมากกว่านักวิเคราะห์หลายคน แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ มนุษย์ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกี่ยวกับความหมายของ “การทำงาน” และ “ความมั่งคั่ง”

“อนาคตของการทำงานไม่ใช่ปัญหาเรื่องแรงงานอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัญหาเรื่องการกำกับดูแล”

เขามองว่า สิ่งที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดไม่ใช่หุ่นยนต์แย่งงาน แต่คือการที่ “รายได้” จะไม่จำเป็นต้องผูกติดกับ “การทำงาน” อีกต่อไป

แม้ระบบอัตโนมัติจะสร้างความอุดมสมบูรณ์ได้อย่างมหาศาล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดความเป็นธรรมโดยอัตโนมัติ

“สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเทคโนโลยี คือ ใครเป็นเจ้าของมัน”

ศาสตราจารย์สโคเปลลิติระบุว่า คำถามสำคัญที่สุดในอนาคตจะไม่ใช่ “AI จะแทนที่แรงงานหรือไม่” แต่จะเป็น “ใครเป็นเจ้าของหุ่นยนต์ ข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์”

เขาอธิบายว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมทุกครั้งที่ผ่านมาเปลี่ยนวิธีการทำงานของมนุษย์ แต่ AI อาจเป็นครั้งแรกที่เปลี่ยนเหตุผลว่าทำไมมนุษย์จึงต้องทำงาน

IMF เตือน 40% ของงานทั่วโลกได้รับผลกระทบ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า ประมาณ 40% ของตำแหน่งงานทั่วโลก มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจาก AI และตัวเลขนี้อาจสูงถึง 60% ในประเทศพัฒนาแล้ว

ขณะที่ Goldman Sachs คาดว่า งานประจำเต็มเวลาราว 300 ล้านตำแหน่งทั่วโลก มีความเสี่ยงถูกระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่

ส่วน World Economic Forum (WEF) ประเมินว่า ภายในปี 2030 จะมีการสร้างงานใหม่ 170 ล้านตำแหน่ง แต่จะมีงาน 92 ล้านตำแหน่* ถูกแทนที่ ส่งผลให้จำนวนงานสุทธิเพิ่มขึ้น 78 ล้านตำแหน่ง

“เจ้าพ่อ AI” เตือน งานออฟฟิศจำนวนมากอาจหายไป

ศาสตราจารย์เจฟฟรีย์ ฮินตัน ผู้ได้รับฉายาว่า “เจ้าพ่อแห่ง AI” คาดการณ์ว่า AI จะทำให้เกิดการว่างงานครั้งใหญ่

เขาให้สัมภาษณ์ในรายการ Diary of a CEO ว่า “สำหรับงานใช้ความคิดทั่วไป AI จะเข้ามาแทนที่แทบทุกคน” พร้อมตั้งข้อสงสัยต่อแนวคิดที่ว่า AI จะสร้างงานใหม่จำนวนมาก “คุณต้องมีทักษะสูงมาก จึงจะมีงานที่ AI ทำแทนไม่ได้”

ด้าน มุสตาฟา สุไลมาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่าย AI ของ Microsoft ก็มีมุมมองในเชิงระมัดระวัง โดยให้สัมภาษณ์กับ Financial Times เมื่อเดือนพฤษภาคมว่า AI จะสามารถทำงานระดับมนุษย์ได้ในแทบทุกวิชาชีพ และงานส่วนใหญ่ที่ต้อง “นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์” จะถูกทำให้เป็นระบบอัตโนมัติภายใน 1-18 เดือนข้างหน้า

ขณะที่ ดร.เอริก บรินโยลฟส์สัน นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พร้อมด้วยเจ้าของรางวัลโนเบลอีก 16 คน ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้ทั่วโลกเร่งเตรียมพร้อมรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจาก AI ที่ทรงพลังยิ่งขึ้นในช่วง 10 ปีข้างหน้า

แถลงการณ์ระบุว่า “AI อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สั้นกว่ามาก”

แม้จะมีความเสี่ยงจากการสูญเสียงานจำนวนมาก แต่ก็อาจช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ด้าน เดวิด ออเตอร์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เห็นว่า AI มีแนวโน้มจะ “ปรับเปลี่ยนลักษณะงาน” มากกว่าจะทำลายอุตสาหกรรมทั้งระบบ

เขากล่าวว่า “AI จะเปลี่ยนวิธีการทำงาน บทบาท และหน้าที่ของผู้คน”

“จะเกิดงานใหม่ โอกาสใหม่ และความเชี่ยวชาญรูปแบบใหม่จำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะมีทักษะและตำแหน่งงานบางประเภทหายไป”

ยุคใหม่ของ AI ไม่ใช่แค่สร้างคอนเทนต์ แต่ร่วมตัดสินใจแทนมนุษย์

ศาสตราจารย์สโคเปลลิติกล่าวว่า คำถามที่ว่า AI จะฉลาดกว่ามนุษย์หรือไม่ อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุดอีกต่อไป

เขาเชื่อว่า โลกกำลังเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า “ยุคแห่งการมีส่วนร่วมของ AI” (Participation Age) โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา AI เน้นการสร้างเนื้อหา แต่ในทศวรรษหน้า AI จะเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจ การบริหารองค์กร ระบบเศรษฐกิจ และชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้น

ดังนั้น คำถามสำคัญในอนาคตคือ มนุษย์จะกำกับดูแลการมีส่วนร่วมของ AI อย่างไร จะกระจายความมั่งคั่งที่ AI สร้างขึ้นได้อย่างเป็นธรรมอย่างไร จะทำให้เทคโนโลยีช่วยเสริมสร้างสังคมแทนที่จะบั่นทอนได้อย่างไร และจะรักษาอำนาจในการตัดสินใจของมนุษย์ไว้ได้อย่างไร

“เรากำลังก้าวจากยุคที่เครื่องจักรเพียงตอบคำถามของมนุษย์ ไปสู่ยุคที่เครื่องจักรเข้ามามีส่วนร่วมในสังคม”

“นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่กว่ายุคของ Generative AI มาก”

ที่มา NYPost

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน