เปิดใจเจ้าของร้าน “ปั๋นปอน” หลังถูกอดีตภรรยาแฉปมลอกเลียนแบบ-ใช้ AI เกี่ยวกับร้านผ้า เล่าชีวิตคู่ 8 ปี ก่อนแยกร้าน ยันเคยตกลงแบ่งธุรกิจ อยากให้เรื่องจบ

จากกรณีดราม่าระหว่าง “จริตไทย” ร้านเสื้อผ้าพื้นเมืองล้านนา และ “ปั๋นปอน” ซึ่งมีประเด็นพิพาทระหว่างอดีตสามีภรรยา ทั้งเรื่องสิทธิ์ในการทำธุรกิจ การใช้ภาพสินค้า การนำภาพไปดัดแปลงด้วย AI รวมถึงเรื่องลูกและความสัมพันธ์ในครอบครัว จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์นั้น

ล่าสุดวันที่ 5 ส.ค. 2569 นายปวีณ เจ้าของร้าน “ปั๋นปอน” เปิดใจกับ “ข่าวสดออนไลน์” เล่าถึงที่มาของปัญหาและข้อพิพาทที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าต้องการชี้แจงมุมของตนเอง หลังที่ผ่านมาเลือกที่จะเงียบและไม่ตอบโต้ เพราะไม่ต้องการให้เรื่องบานปลาย

นายปวีณ กล่าวว่า ตนและอดีตภรรยาใช้ชีวิตร่วมกันมาประมาณ 8 ปี และมีลูกด้วยกัน โดยปัญหาความสัมพันธ์เริ่มต้นจากกรณีที่ตนจับได้ว่าอดีตภรรยาแอบพูดคุยกับเพื่อนของตน หลังทั้งคู่รู้จักกันจากการเล่นเกมในแอปพลิเคชัน และมีการเล่นเกมด้วยกันบ่อยขึ้น ตนระบุว่าจับได้ประมาณ 3-4 ครั้ง และเคยบอกอดีตภรรยาตลอดว่าการพูดคุยในลักษณะดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะรู้สึกว่าเป็นการไม่ให้เกียรติตนและลูก อีกทั้งบุคคลที่พูดคุยด้วยเป็นเพื่อนของตน ทำให้สุดท้ายตนต้องมีปัญหากับเพื่อนด้วย

ช่วงนั้นทั้งคู่ยังไม่ได้เลิกรากัน ต่อมาอดีตภรรยาเดินทางไปเรียนด้านการออกแบบที่กรุงเทพฯ โดยก่อนหน้านี้ตนสามารถเข้าบัญชี Instagram, TikTok และ Facebook ของอดีตภรรยาได้ แต่เมื่ออีกฝ่ายไปเรียนกลับไม่สามารถเข้าได้ โดยได้รับคำอธิบายว่าแอปพลิเคชันอาจอยู่ระหว่างการปรับปรุง

อย่างไรก็ตาม นายปวีณ ระบุว่า ตนยังสามารถเข้าบัญชีผ่าน iPad ได้ และพบว่าอดีตภรรยายังคงพูดคุยกับเพื่อนของตนอีก จึงโทรศัพท์ไปสอบถามเพื่อน ซึ่งเพื่อนยอมรับว่ามีความรู้สึกชอบอดีตภรรยาของตน ทำให้ตนกับอดีตภรรยาทะเลาะกันอย่างหนัก ก่อนตนจะบอกว่าให้หย่ากันให้จบ

หลังจากนั้นอดีตภรรยากลับมาง้อและบอกว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก พร้อมขอเริ่มต้นกันใหม่ ตนจึงยอมกลับไปใช้ชีวิตร่วมกัน แต่ยอมรับว่ารู้สึกว่าการกลับมาครั้งนั้นอาจไม่ได้เกิดจากความจริงใจ และมองว่าอดีตภรรยาอาจไม่ได้มีใจให้ตนแล้ว สุดท้ายจึงตกลงหย่ากัน โดยมีการพูดคุยเรื่องลูกและธุรกิจ นายปวิณระบุว่า ทั้งคู่มีธุรกิจอยู่ 2 ส่วน คือธุรกิจเสื้อผ้าพื้นเมืองและธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่น จึงตกลงกันว่าตนจะรับธุรกิจเสื้อผ้าพื้นเมืองไปทำต่อ ส่วนอดีตภรรยาจะทำเสื้อผ้าแฟชั่น รวมถึงงานวาดรูป

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องคอนโดมิเนียมเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากอดีตภรรยาเคยต้องการให้ตนกู้ซื้อคอนโดฯ ที่กรุงเทพฯ แต่เมื่อทั้งคู่กำลังจะหย่ากัน ครอบครัวของตนไม่เห็นด้วยที่จะให้กู้ต่อ เพราะทั้งสองฝ่ายกำลังจะแยกทางกัน นายปวีณ ระบุว่า เมื่ออดีตภรรยาทราบเรื่องก็ไม่พอใจ และมีเงื่อนไขเกี่ยวกับการนำลูกไปเลี้ยงที่จังหวัดแพร่ ตนจึงตัดสินใจยอมกู้คอนโดฯ ให้ เพื่อให้ลูกได้กลับมาอยู่กับตนที่แพร่ โดยสุดท้ายลูกมาอยู่ที่แพร่และตนเป็นผู้กู้คอนโดฯ ให้ฝ่ายอดีตภรรยา

ต่อมา หลังจากตนทำธุรกิจ “จริตไทย” ต่อประมาณ 1 ปี ตนมีแฟนใหม่ และอดีตภรรยาเข้าไปเห็นแชตที่ตนพูดคุยกับแฟนใหม่เกี่ยวกับเรื่องของอดีตภรรยา จนเกิดความไม่พอใจ ก่อนมีการเปลี่ยนรหัสผ่านบัญชีและช่องทางขายของ ทำให้ตนไม่สามารถเข้าถึงระบบได้

นายปวีณ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ช่วงนั้นมีออเดอร์ลูกค้าค้างอยู่จำนวนหนึ่ง บางรายสั่งตัดเย็บไปแล้วและมีการชำระเงินมาแล้ว จึงตัดสินใจสร้างร้านใหม่ โดยในช่วงแรกใช้ชื่อ “จริตไทย 2” หลังอดีตภรรยาเห็นการดำเนินการดังกล่าว จึงเกิดความไม่พอใจ มีการโพสต์ตำหนิและส่งหนังสือโนติสมาเกี่ยวกับการนำรูปแบบของร้านมาใช้

นายปวีณ จึงเปลี่ยนชื่อร้านเป็น “ปั๋นปอน” โดยระบุว่า ต้องการลดการปะทะและไม่ต้องการให้ทั้งสองฝ่ายโจมตีกัน และในส่วนที่อลิซภรรยากล่าวอ้างว่าตนทักหาลูกค้านั้น ตนเพียงอยากทักหาลูกค้าเดิมที่มีออเดอร์ค้าง และยืนยันว่าตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเพจเดิมแล้ว รวมถึงติดตามลูกค้าที่ชำระเงินไว้ เพื่อจัดการเรื่องสินค้าให้เรียบร้อย

ส่วนกรณีการนำภาพไปผ่าน AI เพื่อดัดแปลง นายปวีณยอมรับว่า เป็นสิ่งที่ตนทำผิด และพร้อมยอมรับในส่วนดังกล่าว โดยอธิบายว่าในช่วงนั้นต้องรีบฟื้นธุรกิจ เพราะยังมีค่าใช้จ่ายและหนี้สินที่ต้องรับผิดชอบ จึงนำภาพบางส่วนไปเจนด้วย AI เพื่อใช้ในการขายสินค้า แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาดิสเครดิตหรือทำให้อดีตภรรยาเสียหาย

สำหรับประเด็นที่มีการพูดถึงอดีตภรรยาและแฟนใหม่ นายปวิณยอมรับว่าเคยพูดถึงจริง และได้ขอโทษไปแล้ว

ขณะที่กรณีอดีตภรรยา ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 8 ปี นายปวิณไม่ได้ช่วยเหลือเรื่องธุรกิจ เจ้าตัวยืนยันว่า ตนมีส่วนช่วยงานหลังบ้านมาตลอด ทั้งประสานงานเรื่องผ้า ตัดผ้า แพ็กออเดอร์ และงานต่าง ๆ โดยยอมรับว่าอดีตภรรยามีความเชี่ยวชาญมากกว่า เพราะเป็นคนเริ่มทำร้านมาก่อน

โดยตอนนั้นที่หลังกลับจากเซี่ยงไฮ้ตนยังไม่ได้เลิกกันกับอดีตภรรยา และอดีตภรรยาเป็นคนบอกให้ตนไม่ต้องไปหางานอื่น และให้มาช่วยทำร้านผ้าด้วยกัน ตนจึงศึกษารายละเอียดต่าง ๆ จากอดีตภรรยาและเข้ามาช่วยงาน

ส่วนสิทธิ์ในการทำธุรกิจเสื้อผ้าพื้นเมือง นายปวีณ ยืนยันว่า ทั้งสองฝ่ายเคยพูดคุยและตกลงกันว่าสามารถให้ตนทำต่อได้ และตนทำธุรกิจดังกล่าวมาโดยตลอด จนเกิดปัญหาจากเรื่องแชตกับแฟนใหม่ ก่อนจะบานปลายมาถึงปัจจุบัน

สำหรับเรื่องลูก นายปวีณ ระบุว่า ในเอกสารการหย่าเดิมระบุว่าตนเป็นผู้ปกครองบุตรจนบรรลุนิติภาวะ และตนเลี้ยงลูกที่จังหวัดแพร่มานานกว่า 1 ปี โดยไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะค่าครองชีพและค่าเล่าเรียนไม่สูง

แต่หลังเกิดปัญหาเรื่องแยกร้าน ความขัดแย้งเริ่มโยงมาถึงเรื่องลูก โดยอดีตภรรยาโทรหาลูกบ่อยขึ้น รวมถึงมีการพูดเหน็บแนมคนในครอบครัวของตน และพยายามมาหาลูกบ่อยครั้ง จนบางครั้งลูกขาดเรียนหลายครั้ง ครูที่ปรึกษาจึงเตือนว่าการลาบ่อยอาจกระทบต่อการเรียน

ต่อมาแม่ของอดีตภรรยาโทรมาขอให้ลูกไปเรียนที่เชียงใหม่ และจะจัดการค่าใช้จ่ายเอง ตนจึงแจ้งว่าหากลูกไปเรียนเชียงใหม่ ตนอาจช่วยค่าใช้จ่ายไม่ไหว เพราะค่าเทอมสูง โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชน แต่หากเรียนที่แพร่ไม่มีปัญหา เมื่อแม่ของอดีตภรรยายืนยันว่าไม่มีปัญหา และต้องการให้ทั้งสองฝ่ายต่างคนต่างเริ่มต้นชีวิตใหม่ นายปวิณจึงเสนอให้นำเรื่องไปทำข้อตกลงที่ศาลเยาวชน โดยมีเจ้าหน้าที่เป็นคนกลางและทำเป็นลายลักษณ์อักษร

อย่างไรก็ตาม ในวันไกล่เกลี่ย นายปวีณ ระบุว่า ฝ่ายอดีตภรรยาเสนอให้แบ่งค่าใช้จ่ายกันคนละครึ่ง ซึ่งไม่ตรงกับที่ตนเข้าใจจากการพูดคุยกับแม่ของอดีตภรรยาก่อนหน้านั้น จึงเกิดการโต้เถียงกัน สุดท้ายมีการตกลงให้อดีตภรรยานำลูกไปเลี้ยง และมีการปรับเอกสารเรื่องค่าใช้จ่าย โดยให้ฝ่ายชายช่วยตามฐานะ มีมากช่วยมาก มีน้อยช่วยน้อย รวมถึงตกลงว่าจะไม่พูดถึงกันในโซเชียล ไม่พูดถึงเรื่องร้านเสื้อผ้า และต่างฝ่ายยังสามารถติดต่อและเจอลูกได้ โดยนายปวิณยืนยันว่าไม่ได้บังคับให้อดีตภรรยาเซ็นเอกสารดังกล่าว

หลังลูกย้ายไปเรียนที่เชียงใหม่ นายปวีณ ระบุว่า ตนพยายามติดต่อกับลูก แต่ไม่สามารถติดต่อได้ และสงสัยว่าอาจมีการบล็อกบัญชีของลูกกับตนและคนในครอบครัว เพราะแม้แต่แม่ของตนก็ไม่สามารถติดต่อหลานได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ลูกจะติดต่อพูดคุยกับครอบครัวเป็นประจำ

ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพลูกและกล่าวหาว่าตนเลี้ยงลูกไม่สะอาด นายปวีณยืนยันว่าดูแลลูกเป็นอย่างดี โดยมองว่าภาพดังกล่าวเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่ง หลังลูกเพิ่งกลับจากโรงเรียนและเล่นตามประสาเด็ก กระเป๋าอาจเปื้อน ส่วนเล็บดำอาจเกิดจากการเล่นดินน้ำมันหรือเล่นกับเพื่อน เรื่องฟันผุ นายปวีณมองว่าเป็นเรื่องที่เด็กสามารถพบได้ และยืนยันว่าตนดูแลสุขภาพฟันของลูกอย่างดี จึงอยากให้สังคมมองภาพรวมการเลี้ยงดู ไม่ใช่ตัดสินจากภาพเพียงวันเดียว

อีกประเด็นที่นายปวีณต้องการชี้แจง คือข้อกล่าวหาว่าเคยแอบถ่ายเพื่อนในห้องน้ำขณะอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง นายปวีณอธิบายว่า ขณะที่อยู่เซี่ยงไฮ้ แอปพลิเคชัน LINE ใช้งานไม่ค่อยเสถียร จึงมีการดาวน์โหลดคลิปจากกลุ่ม LINE กลุ่มหนึ่งมาเก็บไว้ในโทรศัพท์เพื่อดูภายหลัง แต่ไม่ได้เป็นคลิปที่ตนถ่ายเอง และยังไม่ได้ลบออกจากโทรศัพท์ เมื่ออดีตภรรยาเห็นจึงเข้าใจว่าตนเป็นผู้ถ่าย นายปวีณยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ถ่าย และพร้อมสาบานตามที่อดีตภรรยาเคยท้า หากจะทำให้เรื่องจบลง

นายปวีณ กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้สังคมมองเรื่องทั้งหมดจากมุมของตนด้วย เพราะจุดเริ่มต้นเป็นเรื่องความสัมพันธ์และปัญหาภายในครอบครัว ก่อนจะโยงไปสู่เรื่องร้านผ้าและเรื่องลูก จนบานปลายกลายเป็นประเด็นสาธารณะ ที่ผ่านมา ตนเลือกที่จะอยู่เงียบ ๆ ไม่ตอบโต้และปล่อยผ่านหลายเรื่อง เพราะไม่ต้องการสร้างปัญหา แต่เมื่อเรื่องเริ่มบานปลายไปถึงคนในครอบครัว จึงอยากออกมาชี้แจงให้สังคมเข้าใจมุมของตน

ทั้งนี้ นายปวีณ ยืนยันว่า จะเดินหน้าทำธุรกิจเสื้อผ้าพื้นเมืองต่อ เพราะยังมีหนี้สินและค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบ พร้อมย้ำว่าไม่ได้ต้องการให้เกิดการโจมตีระหว่างกัน และอยากให้เรื่องทั้งหมดจบลงด้วยดี

“ผมอยากให้ทุกอย่างจบ เพราะตอนนี้มันเริ่มบานปลายไปถึงเรื่องคนในครอบครัวแล้ว แค่อยากชี้แจงให้สังคมเข้าใจในมุมของผมบ้าง” นายปวีณ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน