แพทย์เตือนผู้ป่วยโรคไตระยะ 4 ระวัง 4 ความเสี่ยง กินน้ำแข็งไสคลายร้อน กลับท้องเสียจนขาดน้ำ ต้องฟอกไตฉุกเฉิน
การรับประทานน้ำแข็งไสเพื่อคลายร้อนในช่วงฤดูร้อนเป็นเรื่องปกติสำหรับหลายคน แต่สำหรับผู้ที่มีการทำงานของไตบกพร่อง อาจแฝงไปด้วยความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม นพ.หง หย่งเสียง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต เปิดเผยกรณีของชายวัย 65 ปี ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4 มีการทำงานของไตเหลือประมาณ 20% ผ่านเพจเฟซบุ๊ก
โดยก่อนหน้านี้ ขณะเดินตลาด ผู้ป่วยชายวัย 65 ปีรายนี้ รู้สึกร้อนจนทนไม่ไหว จึงแวะร้านน้ำแข็งไสริมทางและสั่งน้ำแข็งไสแบบดั้งเดิม 1 ถ้วย ใส่ถั่วแดง ถั่วลิสง และบัวลอยเผือก พร้อมราดน้ำเชื่อมน้ำตาลทรายแดงในปริมาณมาก
ทันทีที่รับประทานบัวลอยเผือกคำแรก เขารู้สึกว่ามีรสเปรี้ยวผิดปกติ กระทั่งในคืนวันเดียวกันเริ่มมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง อาเจียนและท้องเสียอย่างหนัก จนร่างกายขาดน้ำและใบหน้าซีด ครอบครัวจึงรีบนำตัวส่งห้องฉุกเฉิน แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นกระเพาะและลำไส้อักเสบเฉียบพลัน ประกอบกับการขาดน้ำอย่างรุนแรง
ทำให้ปริมาณเลือดหมุนเวียนในร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว ความดันโลหิตต่ำจากภาวะขาดน้ำส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงไตไม่เพียงพออย่างรุนแรง จนนำไปสู่ ภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury) และมีค่าของเสียในเลือดสูงขึ้น ผู้ป่วยจึงต้องเข้ารับการฟอกไตฉุกเฉินเพื่อรักษาชีวิต

แพทย์เตือน ผู้ป่วยไตระยะ 4 ขึ้นไป กินน้ำแข็งไสต้องระวัง 4 ความเสี่ยง
นพ.หง อธิบายว่า สำหรับคนที่มีสุขภาพแข็งแรง หากรับประทานน้ำแข็งไสแล้วเกิดท้องเสีย อาจมีอาการอยู่เพียงไม่กี่วันก่อนจะดีขึ้น แต่สำหรับผู้ป่วยไตวายรุนแรง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 4 ขึ้นไป การรับประทานน้ำแข็งไสอาจมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป จึงควรระมัดระวัง 4 ประเด็น ได้แก่
1. การติดเชื้อแบคทีเรีย มาตรฐานด้านสุขอนามัยของร้านน้ำแข็งไสแต่ละแห่งแตกต่างกัน น้ำแข็งและเครื่องต่าง ๆ อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย หากผู้ป่วยโรคไตเกิดกระเพาะและลำไส้อักเสบเฉียบพลันจนท้องเสียอย่างหนัก ร่างกายอาจสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลง และการทำงานของไตอาจทรุดลงอย่างรวดเร็ว
2. โพแทสเซียมสูง เครื่องน้ำแข็งไสบางชนิด เช่น ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วลิสง และบัวลอยเผือก มีโพแทสเซียมสูง หากไตไม่สามารถขับโพแทสเซียมออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจเกิดการสะสมจนเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือรุนแรงถึงขั้นหัวใจหยุดเต้น
3. ฟรุกโตสและฟอสฟอรัสสูง น้ำเชื่อมน้ำตาลทรายแดงข้นหวาน นมข้นหวาน และแยมผลไม้เข้มข้น อาจมีฟรุกโตสและฟอสฟอรัสในปริมาณสูง แพทย์ระบุว่า การได้รับฟรุกโตสมากเกินไปส่งผลเสียต่อไต ขณะที่หากร่างกายไม่สามารถขับฟอสฟอรัสส่วนเกินได้ ก็อาจส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดและกระดูก
4. ภาวะน้ำท่วมปอด น้ำแข็งเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะละลายกลายเป็นน้ำ สำหรับผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 4 ที่จำเป็นต้องจำกัดปริมาณน้ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจร่วมด้วย การรับประทานน้ำแข็งไส 1 ถ้วยอาจเท่ากับได้รับน้ำเพิ่มเข้าไปหลายร้อยมิลลิลิตร ซึ่งอาจเพิ่มภาระต่อหัวใจและปอด และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำเกินหรือน้ำท่วมปอด

อยากกินของเย็นคลายร้อน ควรเลือกอย่างไร?
นพ.หง แนะนำว่า หากผู้ป่วยโรคไตต้องการความสดชื่นในช่วงอากาศร้อน อาจใช้วิธีอมก้อนน้ำแข็งจากน้ำสะอาด โดยนำน้ำที่ผ่านการกรองและต้มแล้วมาทำเป็นน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ เพื่ออมในปาก ซึ่งช่วยให้รู้สึกเย็นสดชื่น ขณะเดียวกันก็ช่วยควบคุมปริมาณน้ำที่กลืนเข้าสู่ร่างกายได้
หากต้องการรับประทานน้ำแข็งไสนอกบ้าน ควรหลีกเลี่ยงเครื่องที่เป็นถั่วและถั่วเปลือกแข็ง โดยอาจเลือกเครื่องประเภทแป้งที่มีโปรตีนต่ำ เช่น วุ้น เฉาก๊วย และเติมน้ำเชื่อมใสหรือน้ำมะนาวเพียงเล็กน้อย ที่สำคัญควรเลือกร้านที่มีสุขอนามัยดี
อีกทางเลือกหนึ่งคือสั่งน้ำแข็งไส 1 ถ้วยมาแบ่งรับประทานกับสมาชิกในครอบครัว โดยชิมเพียง 1-2 คำเพื่อให้หายอยาก แทนการรับประทานหมดทั้งถ้วย เพื่อลดความเสี่ยงจากการได้รับน้ำ น้ำตาล โพแทสเซียม และสารอาหารบางชนิดในปริมาณมากเกินไป