หมอโอ๊ค ไขข้อสงสัย ทำไมโรค “เส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น” ถึงเกิดขึ้นได้ และทำไมหลายคนไม่มีสัญญาณเตือน เผย อาการแบบไหนต้องระวัง
นพ.ศุภฤกษ์ วิจารณาญาณ หรือ หมอโอ๊ค เจ้าของเพจ “หมอโอ๊ค DoctorSixpack” ได้โพสต์ข้อความให้ความรู้เกี่ยวกับเส้นเลือดหัวใจตีบ ระบุว่า “เส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น” ทำไมโรคนี้ถึงเกิดขึ้นได้ และทำไมบางคนแทบไม่มีสัญญาณเตือน จนตรวจเจอเมื่อโรคเป็นมากแล้ว?
จากกรณีข่าวของ คุณเรย์ แมคโดนัลด์ ที่มีการเปิดเผยเรื่องหลอดเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น ผมอยากใช้เคสนี้เป็นโอกาสชวนทุกคนมาทำความรู้จักโรคนี้ให้มากขึ้นครับ
โพสต์นี้ไม่ได้ต้องการวิเคราะห์ว่า “อะไรคือสาเหตุเฉพาะตัวของคุณเรย์” เพราะเรื่องนั้นต้องอาศัยประวัติ ผลเลือด และผลตรวจทางการแพทย์ทั้งหมด แต่สิ่งที่เราสามารถเรียนรู้จากเคสนี้ได้ คือ
“หลอดเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น” หมายความว่าอย่างไร?
หัวใจของเราต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และตัวกล้ามเนื้อหัวใจเองก็ต้องได้รับเลือดและออกซิเจนเช่นเดียวกับอวัยวะอื่น หลอดเลือดที่ทำหน้าที่นำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเรียกว่า Coronary Arteries หรือหลอดเลือดโคโรนารี
เมื่อเราพูดว่า “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ” ส่วนใหญ่หมายถึงการเกิด Atherosclerosis หรือการสะสมของคราบพลัคภายในผนังหลอดเลือด
ส่วนคำว่า “ตีบ 3 เส้น” หรือ Triple-vessel disease โดยทั่วไปหมายถึงพบโรคหลอดเลือดแดงแข็งและการตีบที่มีนัยสำคัญในหลอดเลือดโคโรนารีหลักทั้ง 3 territory ซึ่งถือว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีความรุนแรงและต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง
แล้วหลอดเลือดที่เคยปกติ ทำไมอยู่ ๆ ถึงตีบ?
จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ “อยู่ ๆ ก็ตีบ” ครับ โรคนี้สามารถเริ่มสะสมอย่างเงียบ ๆ เป็นเวลาหลายสิบปี ลองนึกภาพหลอดเลือดของเราเหมือน ท่อน้ำที่ด้านในเคยเรียบและโล่ง เมื่อเวลาผ่านไป หากมีปัจจัยเสี่ยง เช่น LDL สูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน สูบบุหรี่ อ้วนลงพุง ไม่ค่อยออกกำลังกาย อายุที่เพิ่มขึ้น หรือมีพันธุกรรมและประวัติครอบครัว กระบวนการ Atherosclerosis สามารถเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น
หนึ่งในกลไกสำคัญเริ่มจากอนุภาคไขมันที่มี ApoB โดยเฉพาะ LDL เข้าไปค้างอยู่ในผนังหลอดเลือด
เมื่อ LDL บริเวณนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง จะกระตุ้นกระบวนการอักเสบ
ร่างกายส่งเม็ดเลือดขาวเข้ามาจัดการ เม็ดเลือดขาวชนิด macrophage กินไขมันเข้าไปจำนวนมากจนกลายเป็น Foam Cell
เมื่อกระบวนการนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ไขมันสะสม → เกิดการอักเสบ → เกิดพังผืด → เกิดคราบพลัค → บางส่วนเริ่มมีแคลเซียมสะสม พลัคจึงค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น ผนังหลอดเลือดหนาและแข็งขึ้น จนช่องที่เลือดไหลผ่านอาจค่อย ๆ แคบลง
จากหลอดเลือดที่เคยโล่ง เริ่มมีคราบพลัค คราบใหญ่ขึ้น เลือดผ่านได้น้อยลง กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอ นี่คือหนึ่งในกลไกสำคัญของ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
แต่สิ่งที่น่ากลัว ไม่ได้มีแค่ “ตีบมากขึ้นเรื่อย ๆ” บางครั้งคราบพลัคที่อยู่ในหลอดเลือดอาจเกิด Plaque rupture หรือ Plaque erosion เมื่อผิวของพลัคเสียหาย ร่างกายจะกระตุ้นเกล็ดเลือดและระบบการแข็งตัวของเลือดทันที เกิดเป็นลิ่มเลือด
ถ้าลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดหัวใจอย่างเฉียบพลัน เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลงหรือหยุดลง กล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจน → กล้ามเนื้อหัวใจตาย นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า Heart Attack หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และในบางรายอาจเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง หัวใจล้มเหลว หัวใจหยุดเต้น หรือเสียชีวิตกะทันหันได้
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า โรคหลอดเลือดหัวใจ ไม่ควรรอให้มีอาการก่อนถึงค่อยตรวจ
แล้วทำไมบางคน “ตีบมาก” แต่แทบไม่มีอาการ?
นี่คือสิ่งที่ทำให้โรคนี้น่ากลัวครับ เราอาจคิดว่า ถ้าหลอดเลือดหัวใจตีบ จะต้องมีอาการ เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก เจ็บร้าวแขนซ้าย เสมอไป
แต่ความจริง ไม่ใช่ทุกคนจะมีอาการแบบคลาสสิก ในช่วงพัก หัวใจอาจยังได้รับเลือดเพียงพอ แต่เมื่อออกแรง หัวใจต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้น หลอดเลือดที่มีโรคอาจเพิ่มเลือดไปเลี้ยงได้ไม่เพียงพอ
บางคนจึงมีเพียง เหนื่อยง่ายกว่าเดิม เดินได้ระยะสั้นลง ขึ้นบันไดแล้วต้องพัก ออกกำลังกายได้ไม่เท่าเดิม หายใจไม่อิ่ม อ่อนเพลียผิดปกติ และบางคนอาจมี Silent Myocardial Ischemia คือ มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด แต่ไม่มีอาการเจ็บหน้าอกที่ชัดเจน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยเบาหวาน อาการของโรคหัวใจอาจไม่เหมือนภาพที่เราคุ้นเคย
ดังนั้น คำว่า “ผมไม่เจ็บหน้าอก ผมคงไม่มีเส้นเลือดหัวใจตีบ” เป็นความคิดที่อันตรายครับ
ที่มา : หมอโอ๊ค DoctorSixpack