ทนายตั้ม ร่ายยาว โกงเงินมูลนิธิ ทำกันยังไง หวานเจี๊ยบ 100 ล้าน ทั้งบวกราคาเพิ่ม มีบริษัทกลางรับเงินเอี่ยวคนใน เขียนรายจ่ายทิพย์ สุดท้ายเงินตกที่ใคร ชี้ถ้าผิดจริงอ่วมหลายข้อหา ลั่นไม่ใช่แค่ยกเอกสารมากอง แล้วร้องไห้ฮือๆ บอกทำเพื่อประชาชน แนะ 6 คำถามจี้ตรวจสอบ
7 ก.ย. 2569 นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เผยแพร่คลิปวิดีโอเกี่ยวกับวิธีโกงเงินมูลนิธิ ระบุว่า บางมูลนิธิชี้แจงว่ามีเงินเข้ามาประมาณ 200 กว่าล้าน ใช้ประมาณ 100 กว่าล้าน เหลืออีกเป็นร้อยล้าน แล้วผู้ทำบัญชีก็ยืนยันว่าไม่มีการถอนเงินสดออกบัญชี คนเลยคิดว่าไม่มีการโกงกัน เพราะคนนั้นไม่ได้แตะเงินเลย
นายษิทรา กล่าวต่อว่า การที่ไม่มีการถอนเงินออกจากบัญชีเลย ไม่ได้แปลว่าการตรวจสอบเส้นทางการเงินจะจบแล้ว เพราะเงินขององค์กรไม่ได้ออกจากบัญชีได้อย่างเดียว สามารถเป็นได้ทั้งค่าสินค้า ค่าการบริการ ค่าที่พัก ค่าที่ปรึกษา ค่าผู้รับเหมา ค่าโครงการ หรือจ่ายให้บริษัทที่เป็นคู่ค้า
“เรื่องแบบนี้ไม่ใช่แค่ยกกองเอกสารมาตั้ง แล้วร้องไห้ฮือๆ บอกทำเพื่อประชาชน มันไม่พอ เพราะเรื่องเงินเป็นร้อยล้าน คงไม่มีใครใช้วิธีเอาเงินออกกันแบบง่ายๆ”
นายษิทรา กล่าวอีกว่า ประชาชนอยากรู้ว่าการใช้จ่ายเงินเป็นยังไง แล้วสุดท้ายเงินไปอยู่ที่ใคร การที่เอาเงินออกจากบัญชีอย่างถูกต้อง ไม่ได้หมายความว่าใช้เงินอย่างถูกต้องเสมอไป เพราะในทางบัญชี ถ้ามูลนิธิจ่ายเงินไปเพื่อซื้อของ การจ้างงานหรือการทำโครงการ สามารถถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามปกติ
สมมติมีรายการค่าอุปกรณ์ 10 ล้านบาท ทางบัญชีอาจเห็นว่ามีการจ่ายเงินจริง มีใบเสร็จ มีเอกสารครบ ไม่ได้ผิดอะไรเลย แต่สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือธุรกรรมนั้นสมเหตุสมผลจริงไหม เพราะเอกสารสามารถยืนยันได้แค่ว่า มีการทำธุรกรรมเกิดขึ้นจริง แต่ไม่ได้ยืนยันว่า ธุรกรรมนั้นคุ้มค่าหรือไม่ มีผลประโยชน์ทับซ้อนไหม
นายษิทรา กล่าวต่อว่า นี่คือจุดสำคัญ เวลาจะตรวจเงินขององค์กรหรือมูลนิธิไหนก็ตาม ไม่ได้ดูแค่ว่าบัญชีลงถูกไหม แต่ต้องดูสิ่งที่เกิดขึ้นหลังตัวเลขในบัญชีคืออะไร เพราะหลายคดีปัญหาไม่ได้อยู่ตรงที่ไม่มีเอกสาร ทางบัญชีเอกสารมีครบทุกอย่างแล้ว แต่ธุรกรรมข้างในผิดปกติ
-
ใช้บริษัทตัวกลางบวกราคาเพิ่มจากของจริง
จากนั้นทนายตั้มได้ยกคดีในต่างประเทศ เช่น องค์กรการกุศลระดับร้อยล้านของสหรัฐฯ มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินคนหนึ่ง เลือกให้เงินวิ่งผ่านบริษัทตัวกลางอีกแห่ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือบริษัทที่ทำงานจริงออกใบวางบิลตามจำนวนเงิน แต่พอเรียกเก็บเงินทำผ่านบริษัทตัวกลาง กลับมีการบวกเงินเพิ่มเข้าไป ก่อนจะส่งยอดใหม่กลับมาให้องค์กรจ่าย
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า ส่วนต่างที่บวกเพิ่มมีประมาณ 17-66% หวานเจี๊ยบเลย บางรายการบริษัทตัวกลางไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไมต้องได้ส่วนต่างตรงนี้
นายษิทรา กล่าวต่อว่า มีอีกเคสคือบริษัทที่ทำงานจริง เรียกเก็บเงินประมาณ 1.2 แสนดอลลาร์ แต่พอผ่านบริษัทตัวกลาง ยอดที่ส่งกลับมาให้องค์กรคือ 1.46 แสนดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมา 2 หมื่นดอลลาร์ แล้วบริษัทตัวกลางเป็นใคร ปรากฏว่าเป็นบริษัทที่รู้จักกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน แล้วเจ้าหน้าที่คนนี้ก็อนุมัติใบเรียกเก็บเงินทั้งหมด
“เห็นไหมว่าเขาโกงกันยังไง เวลาเราจะตรวจเรื่องการเงิน ต้องถามว่าบริษัทนี้เกี่ยวข้องกับคนที่มีอำนาจอนุมัติเงินหรือไม่ เพราะบางครั้งผลประโยชน์ไม่ได้อยู่ในชื่อคนในองค์กรตรงๆ แต่มันอยู่ในบริษัทของคนที่รู้จัก”
-
รับเงินแล้วแต่ไม่ได้ทำจริง
นายษิทรา กล่าวอีกว่า แบบที่ 2 มีบริษัทจริง มีใบแจ้งหนี้จริง มีเงินโอนจริง แต่ปัญหาคืองานที่อ้างว่าให้ทำ ไม่ได้เกิดขึ้นจริง คดีนี้เป็นของมูลนิธิต่างประเทศแห่งหนึ่ง อดีตซีอีโอรับสารภาพว่ามีการฉ้อโกงเงินของมูลนิธิไป 4.3 ล้านดอลลาร์
หนึ่งในวิธีที่เขาใช้คือการอนมุัติใบแจ้งหนี้จากบริษัทภาพและเสียง รวมประมาณ 2 ล้านดอลลาร์ มีบริษัทจริง ใบแจ้งหนี้จริง และมีการจ่ายเงินจริง แต่ปัญหาคือบริการที่เรียกเก็บเงินไม่ได้เกิดขึ้นจริง หลังจากบริษัทได้รับเงินไป มีการจ่ายเงิน 1 ล้านดอลลาร์ย้อนกลับมา หรือเรียกว่าเงินใต้โต๊ะ
ฉะนั้น การโอนเงินจ่ายค่าอะไร ไม่ได้แปลว่าธุรกรรมนั้นจะจริงเสมอไป เวลาตรวจต้องถามต่อว่า บริษัทรับเงินไปทำอะไร มีการส่งมอบงานจริงไหม มีหลักฐานว่าบริการนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ที่สำคัญคือหลังจากที่บริษัทได้รับเงินไปแล้ว เงินไหลไปไหนต่อ
-
ทำจ่ายค่าที่ปรึกษา แต่กลับเข้าบัญชีตัวเอง
นายษิทรา กล่าวต่อว่า แบบที่ 3 ดูปกติมาก คือค่าที่ปรึกษา คดีนี้ผู้อำนวยการบริหารมีการจ่ายค่าที่ปรึกษา 1.6 หมื่นดอลลาร์ต่อเดือน จ่ายให้บริษัทของผุ้ร่วมบวนการ มองจากบัญชีอาจจะเห็นแค่จ่ายค่าที่ปรึกษาปกติ แต่สิ่งทีกิดขึ้นจริง คือประมาณครึ่งนึงของเงินแต่ละงวดมีการส่งกลับเข้าไปในบัญชีของอดีตผู้บริหารคนนี้
-
บวกราคาเกินจริง
นายษิทรา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีอีกวิธีคือใช้ใบแจ้งหนี้งานก่อสร้าง บวกราคาเกินจริง ตรงนี้จำไว้ให้ดีใครที่ชอบโอน อย่าลืมตั้งข้อสงสัยกันเยอะๆ สิ่งที่บัญชีบอกอาจยังไม่ได้พิสูจน์ว่าเงินถูกนำไปใช้ตามที่บอกไว้จริง
-
ทำโครงการทิพย์
นายษิทรา กล่าวต่อว่า ส่วนอีกเคสเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนโครงการอาหารเด็กของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีมูลค่าความเสียหาย 250 ล้านดอลลาร์ ผู้ก่อตั้งถูกศาลพิพากษาจำคุก 500 เดือน เมื่อปี พ.ค. 2569
หลักๆ มีการอ้างว่าแจกอาหารเด็กจำนวนมาก มีบริษัทรับเงิน มีเอกสารรองรับ แต่หลายอย่างที่แอบอ้างไม่ได้เกิดขึ้นจริง มีการแจ้งจำนวนมื้ออาหารเกินจริง สร้างข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมขึ้นมา แล้วเงินก็ถูกจ่ายไปยังเครือข่ายต่างๆ
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ระบุว่า เงินบางส่วนถูกส่งกลับมา และมีเงินบางส่วนเป็นค่าที่ปรึกษาผ่านบริษัทตั้งขึ้นมาเพื่อใช้เป็นทางของเงิน สุดท้ายเงินบางส่วนไปอยู่ในรูปแบบของรุหรู อสังหาริมทรัพย์ หรือบ้านราคาหลายร้อยล้าน
-
ย้ำการตรวจสอบอย่าดูแค่ผิวเผิน
นายษิทรา กล่าวอีกว่า การตรวจองค์กรไม่ควรดูแค่รายจ่ายที่อยู่ในงบ เพราะบางคดีเอกสารไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายความจริง แต่สร้างขึ้นมาเพื่อทำให้เงินออกจากระบบได้อย่างมีเหตุผล ตนไม่ได้บอกว่าทุกมูลนิธิไม่ดี แต่มูลนิธิดีๆ ก็มีเยอะ
ในฐานะนักกฎหมาย ถ้าเรามีข้อสงสัยอะไรเกิดขึ้น เราต้องตรวจสอบข้อมูล ดูพยานหลักฐาน ไม่ใช่ดูแค่ผิวเผิน แค่เห็นเอกสารไม่ได้แปลว่าตรวจสอบแล้ว เรื่องนี้เรียกว่าความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือผลประโยชน์ทับซ้อน
นายษิทรา กล่าวต่อว่า อีกอย่างที่ดูยากมาก คือเงินบางก้อนไม่ได้โอนกลับไปให้คนในองค์กรตรงๆ มันอาจออกมาในรูปแบบค่าที่ปรึกษา ค่าบริหารจัดการ ผ่านบริษัทต่อกันหลายๆ ทอด ถ้าดูแค่รายการในบัญชีอาจเห็นแค่จ่ายค่าอะไร แต่ไม่รู้ว่าปลายทางแล้วเงินไปอยู่กับใคร วกกลับมาหาใครหรือไม่
นายษิทรา กล่าวอีกว่า อีกเรื่องที่ผู้บริจาคตรวจสอบได้ไม่ยาก คือเรื่องราคาสินค้า แพงกว่าราคาตลาดหรือไม่ สมเหตุสมผลไหม ต่อไปถ้ามูลนิธิไหนแค่บอกว่า ตรวจสอบได้เลย พร้อมให้ตรวจสอบ เราจึงไม่แค่เชื่อ พร้อมโอน แต่ต้องถามต่อว่า แล้วตรวจอะไรได้บ้าง ตรวจยังไง ประชาชนจะตรวจเอกสารยังไง ไม่ใช่แค่เอามากองให้ตรวจ แล้วบอกไม่ให้เปิดนะ
-
โกงเงินมูลนิธิ อ่วมหลายข้อหา
นายษิทรา กล่าวต่อว่า จากคดีต่างประเทศ จะเห็นว่าความผิดไม่ได้มีแค่ข้อหาเดียว ถ้าเอาเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จะเจอข้อหาฉ้อโกงประชาชน ถ้าเอาเงินที่ตัวเองมีหน้าที่ดูแลไปใช้โดยมิชอบ อาจเป็นการยักยอก ถ้ามีการจ่ายผลประโยชน์ลับก็เจอเรื่องสินบนอีก
ที่น่าสนใจคือเรื่องการฟอกเงิน ต้องดูว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือไม่ มีการจัดการเงินในลักษณะที่เข้าองค์ประกอบของการฟอกเงินหรือไม่
-
แนะ 6 คำถาม ที่ต้องใช้ตรวจสอบมูลนิธิ
1.เงินก้อนนี้ ทางมูลนิธิขอรับเงินไปเพื่ออะไร วัตถุประสงค์ชัดไหม
2.เงินถูกจ่ายออกไป จ่ายให้ใคร เป็นบริษัทอะไร แล้วบริษัทนั้นทำธุรกิจจริงหรือไม่
3.บริษัทนั้นใครเป็นเจ้าของ เป็นผู้ควบคุม หรือเกี่ยวข้องกับกรรมการ หรือคนที่มีอำนาจอนุมัติเงินเกี่ยวข้องกับมูลนิธินั้นไหม
4.ซื้ออะไร จำนวนเท่าไร สเปกเป็นแบบไหน เทียบกับราคาตลาด สมเหตุสมผลหรือไม่
5.ของหรือบริการนั้นมีอยู่จริงไหม ส่งมอบครบไหม มีหลักฐานว่า ใครเป็นผู้รับ รับเมื่อไหร่ ได้ของตามที่จ่ายเงินจริงหรือไม่
6.สุดท้ายใครเป็นคนได้ประโยชน์จากเงินก้อนนี้
นายษิทรา กล่าวทิ้งท้ายว่า การที่มูลนิธิมีทะเบียนถูกต้อง แปลว่าองค์กรนั้นมีตัวตนตามกฎหมาย แต่ไม่ได้แปลว่า ธุรกรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะต้องถูกต้องและโปร่งใสตามไปด้วย เวลารับบริจาคเราจะเห็นว่าใครเป็นคนออกหน้า แต่เวลาตรวจสอบจริงๆ ต้องดูให้ถึงหลังบ้าน เพราะบางทีคนที่ออกหน้ากลับไม่่มีชื่ออยู่ในมูลนิธิ แปลกไหม ไม่แปลกหรอก แค่เขาเตรียมไว้เผื่อเกม
นายษิทรา กล่าวต่อว่า เราต้องดูต่อไปว่าใครเป็นกรรมการ ใครอนุมัติ ใครเซ็น แล้วใครต้องรับผิดชอบ เพราะคำว่าพร้อมให้ตรวจสอบ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่สำหรับเงินที่มาจากประชาชน สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่ตรวจได้ แต่ต้องมีเอกสารและเส้นทางการเงินที่ตามต่อได้ด้วย
นายษิทรา ย้ำว่า สุดท้ายงบการเงินเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะเงินบริจาคไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่คือความไว้ใจของพี่น้องประชาชนที่พร้อมเปย์ พร้อมโอนให้กับคุณ
