เดชรัต อัปเดตสถานการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศ ภาคตะวันออกยังน่าห่วง กทม.-ปริมณฑล ฝนเริ่มน้อยแต่น้ำลดช้า จับตาเจ้าพระยา-แม่กลองระบายน้ำเพิ่ม

เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2569 นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต และประธานคณะทำงานติดตามสถานการณ์น้ำ พรรคประชาชน ได้อัปเดตสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดใน 4 โซนทั่วประเทศว่า สถานการณ์ในภาคตะวันออกยังน่าเป็นห่วง

ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลระดับน้ำลดลงอย่างช้าๆ ส่วนพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาต้องจับตาการเพิ่มการระบายน้ำหลังช่วงน้ำทะเลหนุนสูง และลุ่มน้ำแม่กลองเริ่มได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและการระบายน้ำจากเขื่อน

นายเดชรัต กล่าวต่อว่า สำหรับบริเวณภาคตะวันออก เป็นพื้นที่ที่ยังน่าเป็นห่วงเนื่องจากฝนยังตกต่อเนื่อง ขณะที่อ่างเก็บน้ำตอนบนหลายแห่งจำเป็นต้องระบายน้ำ เนื่องจากมีปริมาณน้ำเต็มความจุหรือถึงเกณฑ์ที่ต้องปล่อยน้ำ ส่งผลให้หลายพื้นที่ยังมีระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร และบางแห่งระดับน้ำยังเพิ่มสูงขึ้น ทั้งใน จ.จันทบุรี ระยอง ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และนครนายก

โดยเฉพาะ อ.แกลง จ.ระยอง ต้องติดตามสถานการณ์อ่างเก็บน้ำคลองระโอก (เขาจุก) ซึ่งมีความเสี่ยงที่คันเขื่อนจะขาด ขณะนี้ในพื้นที่กำลังเร่งอพยพประชาชนบริเวณท้ายน้ำ จึงจำเป็นต้องเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยด่วน

นายเดชรัต กล่าวด้วยว่า ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล แม้ปริมาณฝนเริ่มลดลง แต่ระดับน้ำยังลดลงอย่างช้าๆ ประกอบกับช่วงวันที่ 28-29 ก.ย. ยังมีภาวะน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้ชุมชนหลายพื้นที่ยังมีน้ำท่วมสูงและมีประชาชนติดค้างที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือ

ช่วงเวลา 11.00-16.00 น. ของวันนี้ (28 ก.ย.) แม่น้ำเจ้าพระยาจะอยู่ในช่วงน้ำลง จึงเป็นช่วงสำคัญต้องเร่งระบายน้ำออก หากไม่มีฝนตกหนักเพิ่มเติมคาดว่าถนนสายหลักส่วนใหญ่น่าจะกลับมาสัญจรได้ แม้ยังเป็นไปอย่างช้าๆ ในวัน29 ก.ย.

“ปัญหาสำคัญหลังจากนี้คือน้ำที่ยังตกค้างอยู่ในชุมชนและพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการสูบและระบายน้ำให้ต่อเนื่อง ตั้งแต่ถนนและหมู่บ้านเข้าสู่ระบบท่อ คลองย่อย คลองใหญ่ ก่อนออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาหรืออ่าวไทย โดยควรตั้งเป้าเร่งระบายน้ำที่ตกค้างให้แห้งภายใน 1 สัปดาห์”นายเดชรัตกล่าว

นายเดชรัต กล่าวอีกว่า สำหรับบริเวณลุ่มเจ้าพระยา จ.พระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ภาคกลาง ปัจจุบันการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ยังอยู่ในระดับไม่เกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้พื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมยังมีระดับน้ำสูง โดยระดับน้ำส่วนใหญ่ทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะเดียวกัน ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยายังคงเพิ่มสูงขึ้น

จึงต้องติดตามสถานการณ์หลังผ่านช่วงน้ำทะเลหนุนสูง เนื่องจากกรมชลประทานอาจจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำเป็นประมาณ 2,100-2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พื้นที่เสี่ยงจึงควรเตรียมรับมือ รวมถึงเตรียมแผนอพยพไว้ล่วงหน้าหากจำเป็น การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยายังเป็นไปอย่างจำกัด แม้พื้นที่เหล่านี้จะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ จึงจำเป็นต้องเร่งการช่วยเหลือประชาชนที่ยังประสบภัยอยู่

นายเดชรัต กล่าวว่า ส่วนบริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง ครอบคลุม จ.กาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม ซึ่งเริ่มเกิดน้ำท่วมเมื่อวันที่ 27 ก.ย. จากฝนที่ตกหนักมาก ประกอบกับเขื่อนขนาดใหญ่ทั้งสองแห่งมีระดับน้ำเกินเกณฑ์กักเก็บและจำเป็นต้องระบายน้ำลงมา

โดยสถานการณ์แบ่งเป็น 3 พื้นที่ คือ 1.พื้นที่ต้นน้ำได้แก่ อ.ไทรโยค อ.ทองผาภูมิ และ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ขณะนี้มีน้ำท่วมสูงและจำเป็นต้องเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน

2.พื้นที่กลางน้ำ เขื่อนแม่กลอง อ.ท่าม่วง เพิ่มการระบายน้ำเป็น 1,386 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีภายในวันนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตลิ่งต่ำใน จ.กาญจนบุรี และราชบุรี แต่พื้นที่ชุมชนและพื้นที่พาณิชย์ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับผลกระทบ

3.พื้นที่ปลายน้ำใน จ.สมุทรสงคราม จะต้องเผชิญทั้งน้ำเหนือและภาวะน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงวันที่ 28-29 กันยายน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ตลาดและพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น ตลาดแม่กลอง

“ภาพรวมสถานการณ์ขณะนี้ยังจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภาคตะวันออก สถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง รวมถึงพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลองที่ต้องติดตามปริมาณการระบายน้ำ ขณะที่กรุงเทพและปริมณฑล แม้สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

แต่ภารกิจสำคัญคือการเร่งระบายน้ำออกจากชุมชนและพื้นที่ลุ่มต่ำให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ พรรคประชาชนขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามสถานการณ์และประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเป็นต้องอพยพ และประสานขอความช่วยเหลือผ่านทีมงานพรรคประชาชนในพื้นที่ได้” นายเดชรัตกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน